บทความที่ได้รับความนิยม


Drop Down MenusCSS Drop Down MenuPure CSS Dropdown Menu

ชั้นวางนิตยสารสไตล์เรียบหรู


ใครบอกว่าชั้นวางนิตยสารเก๋ๆ ต้องเสียเงินซื้อแพงๆ เท่านั้น เพราะเราก็ DIY เองได้ เก๋และเท่ไม่แพ้กัน วันนี้เลยอยากชวนมาลองทำชั้นวางนิตยสารจากไม้หรือท่อพีวีซีค่ะ อุปกรณ์อาจจะฟังดูธรรมดาไปหน่อย แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาจะเก๋และเท่สไตล์มินิมอลเลยเชียวละ ไม่เชือก็ลองดูสิคะ

วัสดุและอุปกรณ์สำหรับทำชั้นวางนิตยสาร

  • ไม้ เส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 15 มม. ใช้ท่อพีวีซีแทนได้นะคะ หาง่ายกว่า แล้วค่อยมาพ่นสีสวยๆ ทับลงไป
  • ข้องอทองแดง 90 องศา ขนาด 15 มม. ใช้ท่อพีวีซีแทนได้เช่นกัน 8 อัน
  • หนังเทียม ขนาด 80 x 35 ซม. หรือจะใช้ผ้าแทนก็ได้ค่ะ เลือกผ้าหนาๆ นะคะ
  • จักรเย็บผ้า หรืออุปกรณ์สำหรับเย็บ
  • กาว ไม่ใช้ก็ได้ค่ะ
  • คลิปหนีบสีดำ
    อุปกรณ์สำหรับทำชั้นวางนิตยสารสไตล์เรียบหรู / DIY Magazine rack supplies

วิธีทำ

  1. ตัดไม้หรือท่อพีวีซีตามขนาดดังนี้
    - 20 ซม. 2 อัน
    - 30 ซม. 4 อัน
    - 40 ซม. 2 อัน
  2. หากใช้ไม้ ให้ขัดด้วยกระดาษทรายให้เรียบร้อยไม่มีเสี้ยน ถ้าใช้ท่อพีวีซีก็พ่นสีและรอให้แห้ง ทั้งนี้เราสามารถเลือกไม้หรือท่อให้มีขนาดใหญ่ขึ้นตามต้องการได้นะคะ จะเลือกให้มากกว่า 15 มม. ก็ได้ แต่อย่าลืมปรับขนาดของข้องอ 90 องศาด้วยนะคะ ไม่งั้นจะต่อเข้าหากันไม่ได้ค่ะ
  3. ต่อข้องอเข้าที่ปลายไม้ยาว 20 ซม.ทั้ง 2 อัน โดยส่วนนี้จะเป็นฐานของชั้นวางค่ะ
  4. จากนั้นนำไม้ยาว 30 ซม.ทั้ง 4 อันมาต่อเข้ากับข้องอของตัวฐานในขั้นตอนที่ 3 ส่วนนี้จะเป็นขาตั้งทั้ง 4 ขาค่ะ พอจะนึกภาพออกแล้วใช่ไหมคะ เพื่อความคงทน สามารถใส่กาวเพื่อช่วยยึดข้อต่อแต่ละส่วนได้ค่ะ
  5. จากนั้นต่อไม้ยาว 40 ซม.เข้ากับปลายขาตั้งทั้ง 4 แต่อย่าเพิ่งยึดด้วยกาวนะคะ เพราะเดี๋ยวเราจะถอดออกมาอีกครั้งค่ะ

  6. ประกอบข้องอทองแดงเข้ากับท่อพีวีซีหรือแท่งไม้ / attach copper pipes onto each of these dowelsประกอบข้องอทองแดงเข้ากับท่อพีวีซีหรือแท่งไม้ / attach copper pipes onto each of these dowelsประกอบข้องอทองแดงเข้ากับท่อพีวีซีหรือแท่งไม้ / attach copper pipes onto each of these dowels
  7. มาทำตัวกระเป๋ากัน เริ่มด้วยนำแผ่นหนังเทียมด้านกว้าง 35 ซม.มาพับทบกับไม้ยาว 40 ซม.ซึ่งเพิ่งต่อเข้าไปเมื่อกี้ ทำทั้ง 2 ข้างเพื่อดูความสูงต่ำของก้นกระเป๋า เมื่อปรับได้ความสูงต่ำที่ต้องการแล้วก็ใช้คลิปหนีบสีดำหนีบไว้ อย่าทากาวนะคะ กาวบางตัวจะทำให้หนังเทียมย่นได้

  8. พับทบกับไม้ยาวเพื่อดูความสูงต่ำของก้นกระเป๋า / Fold the end of the fabric over a dowel to measure where to sew
  9. ถอดไม้ออกจากข้อต่อเพื่อนำหนังเทียมออกมาเย็บค่ะ เมื่อเย็บทั้ง 2 ข้างเสร็จแล้ว เราจะเจาะช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าสำหรับหิ้ว โดยวัดจากปลายขอบหนังเทียมด้านยาวเข้ามาประมาณ 10 ซม. และจากขอบด้านที่เพิ่งพับไปโดยวัดลงมาประมาณ 5 ซม. แล้วก็ตัดเลยค่ะ
    เจาะช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าสำหรับหิ้ว / cutting out a panel
  10. จากนั้นนำไม้ยาว 40 ซม.อันเดิมสอดเข้าไปในช่องที่เย็บไว้ทั้ง 2 ข้าง และนำไปประกอบเข้ากับขาตั้งชั้นวาง สามารถติดกาวเพิ่มความแข็งแรงได้ค่ะ เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อยค่ะ
     ชั้นวางนิตยสารสไตล์เรียบหรู / Magazine rack
ที่มา : fallfordiy.com

credit by :  http://www.blisby.com/blog/diy-magazine-rack/

Read More...


แปลงผ้าพันคอเก่าเป็นสายคล้องกล้องสุดเก๋


สายคล้องกล้องส่วนมากแล้วมักเป็นสีมาตรฐานธรรมดาทั่วไป อย่างเช่น ดำ น้ำตาล เทา ซึ่งอาจไม่โดนใจสาวรักแฟชั่น หรืออาจไม่บ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของคุณ ดังนั้นลองมาทำสายคล้องกล้องง่ายๆ แบบที่เพื่อนๆ เห็นแล้วต้องร้องว้าวกันดีกว่า ง่ายมากค่ะ เพียงแค่นำผ้าพันคอเก่ามาดัดแปลง นอกจากจะได้สายคล้องกล้องเก๋ๆ  แล้ว ยังรักษ์โลกอีกต่างหาก

วัสดุและอุปกรณ์สำหรับทำสายคล้องกล้อง

  1. ผ้าพันคอ เลือกสีที่ชอบนะคะ ส่วนนี้จะเป็นส่วนสายคล้องกล้องค่ะ
  2. เศษหนัง
  3. กรรไกร
  4. ตะขอเกี่ยว
  5. ห่วง
  6. กาวตราช้าง
  7. เข็มกับด้าย หรือจักรเย็บ
  8. กาว
  9. คีมหรือไม้หนีบผ้า

วิธีทำ

  1. พับครึ่งเศษหนัง ให้ด้านที่สต้องการจะโชว์ตอนประกอบเป็นสายคล้องกล้องแล้วอยู่ข้างในนะคะ วาดสามเหลี่ยมให้ฐานอยู่ตรงด้านเปิด ส่วนด้านหัวสามเหลี่ยมอยู่ตรงขอบพับ เผื่อฐานให้ยาวลงมาประมาณ 1 นิ้ว เพราะจะเย็บติดกับสายคล้องกล้องค่ะ จากนั้นตัดตามที่วาด ตัวอย่างในรูป เศษหนังขนาดประมาณ 4 x 6 นิ้ว จะตัดได้ 2 ชิ้นตัดครึ่งเศษหนังแล้วตัดเป็นสามเหลี่ยม
  2. ได้เวลาทำส่วนของสายคล้องกล้องแล้วค่ะ เริ่มจากบิดปลายผ้าแล้วใช้คีมหรือไม้หนีบผ้าหนีบไว้ จากนั้นนำปลายผ้าวางบนชิ้นหนังที่ตัดไว้แล้ว พับชิ้นหนังให้ฐานประกอบกันหันด้านหนังที่ต้องการโชว์ออกด้านนอก ติดกาวตราช้างที่ผ้ากับชิ้นหนัง ระวังอย่าทากาวตรงหัวสามเหลี่ยม เพราะจะต้องสอดห่วงเข้าไปทีหลัง แล้วทำแบบเดียวกันกับปลายผ้าอีกด้าน เย็บผ้าพันคอกับหนังด้วยแม็กและติดกาว
  3. คล้องห่วงเข้าไปในชิ้นหนังรูปสามเหลี่ยม ทดสอบว่าขยับสายคล้องกล้องได้สะดวกติดห่วงเข้ากับหนังและสายคล้องกล้อง
  4. เนื่องจากว่ากาวตราช้างติดได้ไม่ทนนัก สายคล้องกล้องอาจจะหลุดได้ จึงจำเป็นต้องเย็บยึดผ้าซึ่งเป็นส่วนสายคล้องกล้องกับชิ้นหนังเพื่อให้คงทน ยิ่งขึ้น โดยเย็บไปตามแนวชิ้นหนังสามเหลี่ยม ให้ทะลุทั้งชิ้นหนังและเนื้อผ้าพันคอ เพื่อยึดทั้ง 2 ชิ้นให้ติดกันแน่นมากขึ้น ซึ่งจะใช้จักรเย็บผ้าหรือเย็บมือก็ได้เย็บหนังกับผ้าให้แน่น
  5. ขั้นตอนสุดท้าย นำตะขอเกี่ยวมาคล้องเข้ากับห่วงทั้ง 2 ชิ้น เท่านี้สายคล้องกล้องจากผ้าพันคอก็เรียบร้อยแล้วค่ะ เก๋ซะไม่มีภาพสำเร็จของชิ้นงาน
ที่มา: www.savvysugar.com

credit by :  http://www.blisby.com/blog/diy-scarf-camera-strap/

Read More...


‘สายคล้องกล้อง’ เย็บดี+วัสดุเด่น...โดนใจ!



ปัจจุบันอุปกรณ์เสริมของกล้องถ่ายภาพเป็นกลุ่มสินค้าน่าสนใจ โดยเฉพาะ “สายคล้องกล้อง” ที่มีคนคิดต่อยอดทำออกมาขายได้เรื่อย ๆ ซึ่งถ้าหากรู้จักใส่ลูกเล่น ตกแต่ง และเพิ่มความสวยงามก็จะยิ่งสร้างความโดดเด่นให้กับชิ้นงานที่ทำขึ้น จนโดนใจกลุ่มลูกค้า ที่วันนี้คอลัมน์ “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมาให้พิจารณา

พรสวรรค์ พลอยเลี้ยง และ ณัฐวัฒน์ เพ็ชบุรี เจ้าของชิ้นงาน ที่ใช้ชื่อสินค้าว่า Snap เล่าว่า... คิดทำสายคล้องกล้องนี้ขึ้นมา เนื่องจากทั้งคู่เรียนทางด้านการถ่ายภาพ ทำให้ต้องเปลี่ยนสายสะพาย-สายคล้องกล้องอยู่เป็นประจำ แต่สายคล้องกล้องที่มีขายทั่วไปนั้นไม่ค่อยมีรูปแบบกับลวด ลายมากนัก จึงเกิดไอเดียที่จะทำสายคล้องกล้องนี้ขึ้นเพื่อใช้งาน โดยเลือกใช้ผ้าและหนังมาเป็นวัสดุหลักในการประดิษฐ์ชิ้นงานนี้ โดยหลังจากฝึกหัดทดลองทำอยู่ระยะหนึ่งก็ได้สายคล้องกล้องที่มีรูปแบบตรงใจ จนมีเพื่อน ๆ มาเห็นชิ้นงานเข้าและชมว่าสวยดี ทำให้เกิดความคิดที่จะทำขาย จึงทำขายเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

’ปกติสายคล้องกล้องมักทำจากไนลอน ซึ่งไม่ค่อยซับเหงื่อ อีกทั้งมักจะเกิดการเสียดสีที่คอ จึงเปลี่ยนมาใช้ผ้าและหนัง ซึ่งนอกจากจะซับเหงื่อได้ดีกว่า ยังไม่เกิดการเสียดสี และสามารถถอดไปซักล้างทำความสะอาดได้ง่ายด้วย นอกจากนั้น แม้ผ้ากับหนังจะมีต้นทุนวัสดุสูงกว่าไนลอน แต่มีแบบและมีลวดลายให้เลือกใช้มากกว่า แม้จะมีต้นทุนวัสดุสูงกว่าไนลอน แต่ก็ทำให้ชิ้นงานที่ทำขึ้นแตกต่างจากสายคล้องกล้องที่มีอยู่ในตลาด และช่วยสร้างความน่าสนใจให้กับชิ้นงานของเรา“ ...เป็นการสร้างความแตกต่างให้กับชิ้นงานจากวัสดุ ที่เจ้าของชิ้นงานรายนี้ระบุ

ทุนเบื้องต้น ใช้เงินลงทุนประมาณ 10,000 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่าวัสดุอุปกรณ์ ทุนวัสดุ อยู่ที่ประมาณ 50% จากราคา ซึ่งราคาขายอยู่ที่ชิ้นละ 350-380 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดสายคล้องกล้อง โดยมี 2 ขนาดคือ ขนาดเล็ก กว้าง 1.5 นิ้ว ยาว 70 เซนติเมตร และ ขนาดใหญ่ กว้าง 5 นิ้ว ยาว 80 เซนติเมตร

วัสดุอุปกรณ์ ที่จำเป็น ประกอบด้วย ผ้าลวดลายต่าง ๆ, เทปผ้า, เชือกไนลอน, หนัง, บล็อกตัดหนัง, จักรเย็บผ้า, ด้ายเย็บผ้า, กรรไกร และกาวยาง

ขั้นตอนการทำ เลือกลายผ้าที่ใช้ทำ นำมาตัดให้ได้ขนาดความกว้าง 2 นิ้ว (ตัดเผื่อเวลาเย็บ) ความยาว 70 เซนติเมตร จากนั้นนำเทปผ้ามาตัดให้ได้ขนาดความกว้าง 1.5 นิ้ว ความยาว 70 เซนติเมตร นำผ้าและเทปผ้าที่ตัดแล้วมาเย็บประกบกัน นำเชือกไนลอนที่ใช้ทำสายร้อยกล้องมาตัดให้ได้ขนาดความยาว 30 เซนติเมตร ตัดให้ได้จำนวน 2 เส้น นำเชือกไนลอนที่ตัดแล้วมาเย็บประกบกับสายคล้องกล้องทั้ง 2 ข้าง ให้เรียบร้อย

ขั้นตอนต่อมา นำหนังเข้าบล็อกตัดหนังสำเร็จรูป ตัดให้ได้จำนวน 2 ชิ้น ได้หนังที่ติดชื่อแบรนด์แล้วก็ให้ทากาวด้านในของหนังให้ทั่ว นำหนังมาร้อยติดประกบกับปลายสายคล้องกล้องทั้ง 2 ข้าง ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีเพื่อให้กาวแห้ง จากนั้นเย็บหนังให้ยึดติดกับสายคล้องกล้องอีกครั้ง เพื่อความแข็งแรง เก็บรายละเอียด ตรวจเช็กเศษด้าย เพื่อความสวยงามและสมบูรณ์ของชิ้นงาน เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำสายคล้องกล้อง

’ทุกขั้นตอนจำเป็นต้องอาศัยความประณีต และต้องใส่ใจในรายละเอียดทุกขั้นตอนการทำ ตั้งแต่การเลือกวัสดุ กระบวนการตัดเย็บ ทั้งนี้ ในส่วนของลายเย็บนั้น จะคิดขึ้นเอง ซึ่งลายเย็บนี้นอกจากจะทำให้สายคล้องกล้องมั่นคงแข็งแรงแล้ว ยังสร้างความสวยงามให้กับชิ้นงานด้วย“...เจ้าของชิ้นงานกล่าวแนะนำ และนี่ก็เป็น “งานฝีมือ+ไอเดีย” อีกหนึ่งรูปแบบที่ใครสนใจสามารถนำไปปรับใช้ทำเป็นงานเสริมได้

สนใจ “สายคล้องกล้อง” โทร. 09-5560-1555 หรือ ชมสินค้าได้ที่ ตลาดนัดจตุจักรกรีน (JJ Green) เปิดขายทุกวันศุกร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 19.00-24.00 น. หรือที่ www.facebook.com/SnapCameraStrap กับทางอินสตาแกรมชื่อ Snap_CameraStrap ซึ่งนี่ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของ “ช่องทางทำกิน” ที่สร้างความแตกต่างให้กับชิ้นงาน ด้วยการเลือกใช้วัสดุ.

......................................................................................

คู่มือลงทุน...สายคล้องกล้อง

ทุนเบื้องต้น ประมาณ 10,000 บาท

ทุนวัสดุ ประมาณ 50% จากราคา

รายได้ ราคา 350-380 บาทต่อชิ้น

แรงงาน 1 คนขึ้นไป

ตลาด กลุ่มคนมีกล้องถ่ายภาพ

จุดน่าสนใจ ทำเป็นอาชีพเสริมได้

สุรางค์รัตน์ เจนการ : เรื่อง / พิชญวัฒน์ ปรุงศักดิ์ : ภาพ

credit by : http://www.dailynews.co.th/Content/Article/280736/‘สายคล้องกล้อง’+เย็บดี%2Bวัสดุเด่น...โดนใจ!

Read More...


สวนในโหลแก้ว’จัดธรรมชาติใส่ขวด..ทำเงิน!


“สวนในโหลแก้ว” หรือ “สวนในขวดแก้ว” กำลังได้รับความนิยมจากผู้คนยุคปัจจุบัน ด้วยข้อจำกัดในเรื่องสถานที่ซึ่งมีพื้นที่ไม่มากพอที่จะจัดสวนขนาดกว้าง ๆ ที่ต้องใช้พื้นที่มาก ๆ ได้ ชิ้นงานนี้จึงสามารถตอบโจทย์ได้ลงตัวกับวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ที่อาศัยอยู่ในเมือง เพราะมีขนาดเล็ก ดูแลรักษาง่าย และยังสามารถจัดวางตกแต่งได้กับทุกสถานที่ ชิ้นงานดังกล่าวจึงกลายเป็นช่องทางสร้างงาน สร้างอาชีพที่น่าสนใจ ที่วันนี้คอลัมน์ “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมานำเสนอ...

บดินทร์ อ่าวนุช และ พิมพร สุขสวัสดิ์ เจ้าของชิ้นงานที่ใช้ชื่อแบรนด์ว่า Partner (พาร์ทเนอร์) เล่าว่า... ก่อนที่จะหันมาจับธุรกิจนี้ทั้งคู่เคยทำงานในบริษัทแห่งหนึ่ง ต่อมารู้สึกอิ่มตัวกับงานประจำที่ทำ จึงได้เริ่มมองหาอาชีพใหม่ที่เป็นอาชีพอิสระของตัวเอง ด้วยความสนใจและมีความรู้เกี่ยวกับพันธุ์ไม้ชนิดต่าง ๆ ประกอบกับได้เคยพบเห็น “การจัดสวนในขวดกับในโหลแก้ว” จากอินเทอร์ เน็ตจึงเกิดความสนใจ ซึ่งคิดว่าน่าจะทำเป็นอาชีพได้ก็เลยหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ และทดลองหัดทำอยู่ประมาณ 1 เดือน จนลงตัว และได้รูปแบบที่ต้องการ จากนั้นจึงได้เริ่มผลิตชิ้นงานเพื่อจำหน่ายผ่านทางช่องทางออนไลน์ คือที่เฟซบุ๊ก www.facebook.com/partnerpast กับทางอินสตาแกรมในชื่อ partnerrrrr ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี

’การจัดสวนในโหลหรือขวดแก้วนั้น ผู้จัดควรจะมีไอเดียกับควรต้องใส่จินตนาการเข้าไปด้วย เพื่อให้สวนที่จัดขึ้นมีเรื่องราว และทำให้ชิ้นงานดูโดดเด่น โดยต้นไม้ที่นำมาใช้จัดสวนจะเน้นที่พืชตระกูลมอสกับเฟิน เพราะมีขนาดและลักษณะเหมาะสมกับสวนแนวนี้ ส่วนขวดกับโหลแก้วนั้น จะเน้นรูปทรงที่แปลกตาซึ่งจะช่วยทำให้ชิ้นงานเด่นยิ่งขึ้น ทั้งนี้ โชคดีที่เราทั้งคู่เคยทำงานด้านโปรดักชั่นเฮาส์ ทำให้ทราบว่าแหล่งซื้อวัสดุแบบนี้อยู่ที่ไหน“ ...เจ้าของชิ้นงานกล่าว

ทุนเบื้องต้น ใช้เงินลงทุนประมาณ 10,000 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่าวัสดุอุปกรณ์ ทุนวัสดุ อยู่ที่ประมาณ 70% จากราคาขาย ซึ่งราคาขายอยู่ที่ชิ้นละ 300-1,500 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและรูปแบบ

วัสดุอุปกรณ์ ที่จำเป็น ประกอบด้วย ขวดโหลแก้วรูปทรงต่าง ๆ, คีมสำหรับคีบ, หินกรวดหลากสี, ดินร่วน สำหรับปลูกต้นไม้ทั่วไป, ต้นมอสสดประเภทต่าง ๆ, มอสแห้งหรือสแฟ็กนั่มมอส, วัสดุหรือโมเดลสำหรับใช้ตกแต่งสวน อาทิ ตุ๊กตารูปคน, บ้าน เป็นต้น และกระบอกสำหรับฉีดน้ำหรือฟอกกี้

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากเลือกรูปทรงขวดโหลแก้วที่จะนำมาใช้จัดสวน โดยขวดโหลแก้วที่ใช้ต้องมีความใส เบา และบาง หลังจากได้แล้วนำไปทำความสะอาดใช้ผ้าเช็ดคราบสิ่งสกปรกออกให้หมด จากนั้นเริ่มจากใส่หินกรวดตามขนาดที่ต้องการลงไปก่อน โดยเลือกสีให้แตกต่าง เพื่อสร้างชั้นของสวน ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนได้ประมาณ 4 ชั้น หรือให้ดูเหมือนเป็นชั้นหินที่อยู่ใต้ชั้นดินอีกทีหนึ่ง หลังจากวางชั้นหินเรียบร้อยแล้ว นำดินร่วนเทใส่ลงไปด้านบนของชั้นหิน ใช้กระบอกฉีดน้ำฉีดพรมลงบนดินให้พอชุ่มชื้น จากนั้นนำต้นมอสแห้งมาปูคลุมบนหน้าดิน ให้ฉีดน้ำอีกครั้งให้ทั่ว เพราะมอสแห้งจะช่วยเก็บความชุ่มชื้นให้กับขวดโหลแก้ว

ต่อมาให้เริ่มทำการจัดตกแต่งสวน โดยนำมอสมาจัดวางให้เป็นสวนตามที่ได้ออกแบบไว้ จากนั้นนำวัสดุตกแต่งหรือโมเดลรูปแบบต่าง ๆ ที่เตรียมไว้มาวางลงบนตำแหน่งที่ต้องการ และเช็ดทำความสะอาดขวดโหลแก้วอีกครั้ง เป็นอันเสร็จขั้นตอนการจัดสวนในขวดโหลแก้ว

’ชิ้นงานที่ทำขึ้น มีหลากหลายรูปแบบ แต่ที่โดดเด่นของทางร้านคือ การจำลองความเป็นธรรมชาติเข้าไปอยู่ในขวดโหลแก้ว ตกแต่งจัดวางให้คล้ายกับรูปแบบในธรรมชาติมากที่สุด“ ...เจ้าของชิ้นงานกล่าวแนะนำ และนี่ก็เป็น “งานฝีมือ+ไอเดีย” อีกหนึ่งรูปแบบ ที่ทำเงินได้กับวิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป

สนใจงาน “สวนในขวดโหลแก้ว” โทร.09-5959-4615, 08-7472-2640 หรือเข้าไปชมได้ที่ ร้าน Partner (พาร์ทเนอร์) ตลาดนัดจตุจักรกรีน (JJ Green) ขายทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 18.00-01.00 น. ทั้งนี้ การจัดธรรมชาติใส่ขวดโหลเป็นอีก “ช่องทางทำกิน” ที่น่าสนใจ ที่ใช้ทำเงินได้กับยุคสมัยปัจจุบัน.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์/สุรางค์รัตน์ เจนการ : เรื่อง
สันติ มฤธนนท์ : ภาพ

.........................................................................................

คู่มือลงทุน...สวนในโหลแก้ว

ทุนเบื้องต้น ประมาณ 10,000 บาท

ทุนวัสดุ ประมาณ 70% จากราคา

รายได้ ราคา 300-1,500 บาทต่อชิ้น

แรงงาน 1 คนขึ้นไป

ตลาด กลุ่มของตกแต่งของคนในเมือง

จุดน่าสนใจ ขั้นตอนไม่มากลงทุนไม่สูง

credit by : http://www.dailynews.co.th/Content/Article/279216/‘สวนในโหลแก้ว’จัดธรรมชาติใส่ขวด..ทำเงิน!

Read More...


ศัลยกรรม ‘ถังน้ำมัน’ เป็นเฟอร์นิเจอร์ ตั้งโชว์ได้ใช้งานโดน!

เฟอร์นิเจอร์ทำมาจากถังน้ำมัน
       การหยิบเศษวัสดุเหลือใช้มา ปัดฝุ่นสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ถือเป็นเทรนด์ฮิตยุคนี้ เพราะทั้งช่วยโลก และยังได้ผลิตภัณฑ์รวยไอเดียไม่ซ้ำใคร อย่างในรายร้าน “Gasoline idea furniture” เลือกใช้ถังน้ำมันเหล็กมาแปลงโฉมเป็นเฟอร์นิเจอร์สุดแนว ใช้งานได้ และตั้งโชว์ก็เด่น
ศัลยกรรม ‘ถังน้ำมัน’ เป็นเฟอร์นิเจอร์   ตั้งโชว์ได้ใช้งานโดน!
ศรัญย์ บัณฑิตเกษตร เจ้าของร้าน“Gasoline idea furniture”
       ศรัญย์ บัณฑิตเกษตร ให้กำหนดผลิตภัณฑ์ดังกล่าว จากเดิมเคยเปิดร้านอาหาร ด้วยใจรักงานประดิษฐ์ มักสนุกที่จะนำวัสดุต่างๆ มาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ใช้ภายในร้าน เพื่อสร้างเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร โดยเฉพาะการนำถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร มาประยุกต์ทำเป็นทั้งเก้าอี้ โซฟา โต๊ะฯลฯ ที่ลูกค้าชื่นชอบและชื่นชม ถึงขั้นขอซื้อและสั่งผลิต ออเดอร์มากขึ้นเรื่อยๆ จากงานอดิเรก เลยกลายมาเป็นอาชีพหลักในที่สุด
ศัลยกรรม ‘ถังน้ำมัน’ เป็นเฟอร์นิเจอร์   ตั้งโชว์ได้ใช้งานโดน! />
       “เหตุผลที่เลือกใช้วัสดุถัง น้ำมัน เพราะผมเห็นว่า รูปทรงสวยงาม ซึ่งจริงๆ แล้ว ในประเทศ และต่างประเทศ ก็เคยมีผู้นำถังน้ำมันมาพัฒนาเป็นเฟอร์นิเจอร์แบบต่างๆ ตามรูปแบบของตัวเองอยู่แล้ว โดยงานของผม เน้นว่า ต้องเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้งานได้เหมะสมจริงๆ ไม่ใช่แค่ตั้งโชว์สวยเท่านั้น อย่างเก้าอี้ก็ต้องคำนวณแล้วว่า นั่งได้สบายจริงๆ” เจ้าของไอเดีย เล่าให้ "ผู้สื่อข่าว SMEsผู้จัดการออนไลน์" ฟัง

       ในความเป็นจริง หนุ่มอารมณ์ดีท่านนี้ ไม่ได้เรียนจบด้านศิลปะหรือการออกแบบแต่อย่างใด อาศัยสอบถามจากเพื่อนที่เปิดโรงงานเฟอร์นิเจอร์ และเรียนรู้เพิ่มเติมด้วยประสบการณ์ทำงานจริง
ศัลยกรรม ‘ถังน้ำมัน’ เป็นเฟอร์นิเจอร์   ตั้งโชว์ได้ใช้งานโดน!
ร้าน“Gasoline idea furniture” ที่ตลาดนัดไฟฟ้า ถ.ศรีนครินทร์
       สำหรับวัสดุถังน้ำมัน ซื้อหาจากแหล่งขายส่งสินค้ารีไซเคิล ราคาประมาณถังละหลักร้อยบาท เลือกคัดเฉพาะถังที่สภาพสมบูรณ์ เน้นเป็นถังขนาด 200 ลิตร เพราะสามารถนำมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายกว่าถังขนาดเล็ก และที่สำคัญ ต้องเป็นถังที่ “ไม่ได้บรรจุวัตถุไวไฟ” มาก่อน
ศัลยกรรม ‘ถังน้ำมัน’ เป็นเฟอร์นิเจอร์   ตั้งโชว์ได้ใช้งานโดน!
       ศรัญย์ อธิบายเสริมข้อมูลข้างต้นว่า แม้จะเรียกติดปากว่า “ถังน้ำมัน” แต่ในความจริง ถังลักษณะนี้ ใช้บรรจุวัตถุหลากหลาก เช่น สารเคมีต่างๆ การนำมาใช้งาน หากเป็นถัง ที่เคยบรรจุวัตถุไวไฟ แม้จะล้างทำความสะอาดอย่างดีเพียงใด ก็ยังอาจมีเชื้อไฟแฝงอยู่ เมื่อตัดรูปทรงด้วยเลื่อยไฟฟ้า อาจจะเกิดประกายไฟจนถังระเบิดได้ เป็นอันตรายอย่างยิ่ง
ศัลยกรรม ‘ถังน้ำมัน’ เป็นเฟอร์นิเจอร์   ตั้งโชว์ได้ใช้งานโดน!
ภายในร้าน
       ในส่วนขั้นตอนทำงานนั้น หลังจากได้ถังมาแล้ว ต้องนำไปทำความสะอาด และพักเก็บไว้สักระยะ เพื่อให้กลิ่นที่ติดมาหายไปจนหมด จากนั้น นำไปตัดและเชื่อมประกอบตามแบบที่ดีไซน์ไว้ ตามด้วยลงสี และสุดท้ายประดับด้วยอุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น เบาะหนัง กระจก ฯลฯ ราคาขายปลีกประมาณตัวละ 2,500 บาท
ศัลยกรรม ‘ถังน้ำมัน’ เป็นเฟอร์นิเจอร์   ตั้งโชว์ได้ใช้งานโดน!
เฟอร์นิเจอร์หัวรถคลาสสิก หล่อมาจากไฟเบอร์กลาส อีกผลิตภัณฑ์เด่นของร้าน
       นอกจากเฟอร์นิเจอร์ถังน้ำมันแล้ว อีกผลิตภัณฑ์เด่นของร้าน “Gasoline idea furniture” คือ เฟอร์นิเจอร์หัวรถคลาสสิก โดยหล่อมาจากไฟเบอร์กลาส ทำเป็นทั้งโซฟา เตียง โต๊ะ ฯลฯ ราคาขายปลีกประมาณตัวละ 25,000 บาท
ศัลยกรรม ‘ถังน้ำมัน’ เป็นเฟอร์นิเจอร์   ตั้งโชว์ได้ใช้งานโดน!
ลูกค้าหลัก ผลิตส่งให้ร้านอาหาร ร้านกาแฟ รีสอร์ต ผับ หรือคอนโดมีเนียม
       เจ้าของธุรกิจ ระบุด้วยว่า วาง ตำแหน่งให้สามารถเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่รวยไอเดียแต่ตอบตลาดกว้างได้ ด้วยราคาไม่สูงจนเกินไป ต่างจากผู้ผลิตสินค้าประเภทนี้รายอื่นๆ จะเน้นเป็นแฮนด์เมดชิ้นเดียวในโลก ราคาสูงมาก เหมาะสำหรับกลุ่มนักสะสมของเก่า หรือตลาดบนเท่านั้น
ศัลยกรรม ‘ถังน้ำมัน’ เป็นเฟอร์นิเจอร์   ตั้งโชว์ได้ใช้งานโดน!
       “จุดแข็งที่แท้จริงของร้านผม อยู่ที่เราสามารถจะผลิตในปริมาณมากๆได้ ในระดับราคาที่ถูกกว่า เหมาะกับกลุ่มลูกค้าร้านกาแฟ รีสอร์ต ร้านอาหาร ที่จะสั่งไปใช้ในร้านของเขาได้ อย่างงานถังน้ำมัน เรามั่นใจว่าปัจจุบันน้อยรายที่จะมีความพร้อมในการผลิตเท่าเรา หรืองานหัวรถคลาสสิกถ้าใช้เป็นหัวรถจริง ราคาชิ้นละหลักแสนบาท แต่ของผมหล่อด้วยไฟเบอร์ฯ ราคาถูกกว่าเป็นสิบเท่า ทำให้ผมจับตลาดได้กว้างกว่า และก็แยกตลาดชัดเจนจากกลุ่มงานนักสะสมของเก่า” ศรัญย์ ระบุ
ศัลยกรรม ‘ถังน้ำมัน’ เป็นเฟอร์นิเจอร์   ตั้งโชว์ได้ใช้งานโดน!
“จุดแข็งที่แท้จริงของร้านผม อยู่ที่เราสามารถจะผลิตในปริมาณมากๆได้ ในระดับราคาที่ถูกกว่า"
       ด้านการผลิต มีทีมช่างประมาณ 20 กว่าคน กำลังผลิตในส่วนเฟอร์นิเจอร์ถังน้ำมันประมาณ 300 ชิ้นต่อเดือน ส่วนเฟอร์นิเจอร์หัวรถคลาสสิก ประมาณ 40 ชิ้นต่อเดือน กลุ่มลูกค้าหลักจะรับจ้างผลิตตามออเดอร์ส่งให้ร้านอาหาร ร้านกาแฟ รีสอร์ต ผับ หรือคอนโดมีเนียม ที่ต้องการสร้างเอกลักษณ์ในการตกแต่งสถานที่ รวมถึง ขายส่งให้แก่ผู้สนใจนำไปขายต่อ ซึ่งผู้ขายจะบวกกำไรได้กว่า 40%-50% ขณะที่ช่องทางตลาด ผ่านการออกบูทแสดงสินค้าเพื่อรับออเดอร์ และมีโชว์รูมอยู่ที่ตลาดนัดไฟฟ้า ถ.ศรีนครินทร์
ศัลยกรรม ‘ถังน้ำมัน’ เป็นเฟอร์นิเจอร์   ตั้งโชว์ได้ใช้งานโดน!
       ในปัจจุบันที่ธุรกิจต่างๆ ส่วนใหญ่อยู่ในภาวะชะลอตัว แต่สำหรับกิจการของผู้ประกอบการรายนี้ กลับสวนกระแส มีออเดอร์มากขนาดทำไม่ทัน แถมยังมีออเดอร์รอต่อคิวอีกยาวเป็นหางว่าว ศรัญย์เสริมในประเด็นนี้ว่า สิ่งสำคัญที่ยึดถือมาตลอด ในการทำผลิตภัณฑ์หรือบริการใดๆ จะพยายามสร้างความแตกต่าง และโดดเด่นเฉพาะตัว รวมถึงไม่หยุดพัฒนา ช่วยให้ธุรกิจก้าวเดินได้ดีเสมอมา
ศัลยกรรม ‘ถังน้ำมัน’ เป็นเฟอร์นิเจอร์   ตั้งโชว์ได้ใช้งานโดน!
ภายในโรงงานผลิต
      
ศัลยกรรม ‘ถังน้ำมัน’ เป็นเฟอร์นิเจอร์   ตั้งโชว์ได้ใช้งานโดน!
ออกบูทแสดงสินค้า
       โทร.08-9440-2223 หรือ FB:Gasoline idea furniture
ศัลยกรรม ‘ถังน้ำมัน’ เป็นเฟอร์นิเจอร์   ตั้งโชว์ได้ใช้งานโดน!

credit by : http://www.manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9570000025944

Read More...


‘เคสมือถือ+เรซิ่น’ เติมลูกเล่น...ยิ่งทำเงิน!!


ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือกลายเป็นอุปกรณ์จำเป็นสำหรับชีวิต และทำให้อุปกรณ์ตกแต่งอย่าง “เคสโทรศัพท์มือถือ” กลายเป็นสินค้าทำเงิน ทั้งทำเป็นอาชีพหลักหรือทำเพื่อเสริมรายได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับไอเดียและเทคนิคเป็นสำคัญ อย่างเช่นชิ้นงานของ “พรจิรา ปุญญาอิศวะ” ที่นำ “เทคนิคการเคลือบเรซิ่น” มาใช้ตกแต่งเคสโทรศัพท์มือถือ สร้างมูลค่าเพิ่มให้ชิ้นงาน ที่วันนี้ทีมงานคอลัมน์ “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมานำเสนอ...

พรจิรา เจ้าของร้าน Wink Caseshop ซึ่งทำ “เคสโทรศัพท์มือถือเคลือบเรซิ่น” เล่าว่า... เริ่มทำชิ้นงานจากความชอบส่วนตัว เพราะเป็นคนที่ชอบเปลี่ยนเคสโทรศัพท์มือถือบ่อยมาก จึงเกิดไอเดียขึ้นมาว่า... ถ้านำเอาเทคนิคเคลือบเรซิ่นมาใช้เพื่อตกแต่งเคสโทรศัพท์มือถือก็น่าจะสามารถทำขายเป็นสินค้าได้ จึงศึกษาวิธีทำจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ จากนั้นได้ทดลองทำด้วยตนเอง โดยลองผิดลองถูกอยู่นานนับเดือน จนได้ชิ้นงานอย่างที่ต้องการ และทดลองนำชิ้นงานขายตามช่องทางต่าง ๆ ผ่านทางสื่อออนไลน์ คือที่ www.facebook.com/winkcaseshop และทางอินสตาแกรม ชื่อ wink_caseshop รวมถึงยังเปิดช่องทางสำหรับไว้ให้ลูกค้าใช้สอบถามสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่นยอดฮิตอย่างไลน์ในชื่อ mamasang ซึ่งผลตอบรับที่ผ่านมาถือว่าดีมาก โดยยึดอาชีพทำเคสโทรศัพท์มือถือขายมาได้ประมาณ 1 ปีแล้ว

’ชิ้นงานที่ทำขึ้นมานี้ นอกจากความชอบส่วนตัวแล้ว ก็ยังมองว่า... ลูกค้ากลุ่มผู้หญิงและกลุ่มวัยรุ่น มีนิสัยชอบเปลี่ยนเคสโทรศัพท์มือถือบ่อย เนื่องจากเคสโทรศัพท์มือถือนี้ถือว่าเป็นสินค้าแฟชั่นกลุ่มหนึ่ง ดังนั้น ถ้าหากนำมาตกแต่งให้สวยงาม ทำชิ้นงานให้มีรูปแบบที่โดดเด่น และโดนใจลูกค้า น่าจะทำเป็นสินค้าและทำขายได้ไม่ยาก”

ทุนเบื้องต้น ใช้เงินลงทุนประมาณ 20,000 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่าวัสดุอุปกรณ์ ทุนวัสดุ อยู่ที่ประมาณ 50% จากราคา ซึ่งราคาขายอยู่ที่ชิ้นละ 250-500 บาท ขึ้นกับรุ่นโทรศัพท์มือถือกับลวดลาย

วัสดุอุปกรณ์ ประกอบด้วย เคสโทรศัพท์มือถือ, น้ำยาเรซิ่น, กากเพชร, แม่พิมพ์ตัวอักษร, ตราชั่ง, ถ้วยตวง, ไม้ไอศกรีม สำหรับใช้ผสมและเกลี่ยน้ำยาเรซิ่น

ขั้นตอนการทำ นำเคสโทรศัพท์มือถือมาทำความสะอาด โดยใช้ผ้าเช็ดฝุ่นผงกับคราบสกปรกที่ติดอยู่บนเคสออกให้หมด จากนั้นทำการผสมน้ำยาเรซิ่นและคนให้น้ำยาเข้ากันด้วยไม้ไอศกรีม ซึ่งหลังจากผสมน้ำยาเรซิ่นเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว ให้ทำการใส่กากเพชรสีตามที่ต้องการลงไปในเนื้อของเรซิ่นได้เลย แล้วนำไปเทลงด้านหลังของเคสโทรศัพท์มือถือ หรืออีกวิธีหนึ่งที่ใช้ได้ คือใช้การทากาวที่ด้านหลังเคสแล้วจึงนำกากเพชรโรยลงบนเคส จากนั้นจึงทำการเทเรซิ่นที่ผสมไว้ลงไป โดยหลังเทเนื้อเรซิ่นลงบนเคสแล้ว ให้ใช้ไม้ไอศกรีมทำการเกลี่ยเบา ๆ เพื่อไล่เรซิ่นให้เต็มพื้นที่ทั่วด้านหลังของเคส โดยต้องระวังไม่ให้ล้นขอบของเคส

สำหรับการทำตัวอักษรเพื่อตกแต่งเคสนั้น เริ่มจากผสมน้ำยาเรซิ่นจนเป็นเนื้อเดียวกัน จึงทำการเทลงในแม่พิมพ์ตัวอักษรที่เลือกไว้ และรอจนเนื้อเรซิ่นแห้ง จึงแกะออกจากแม่พิมพ์ก็จะได้ตัวอักษรสำหรับใช้ตกแต่งชิ้นงาน จากนั้นเมื่อเกลี่ยเนื้อเรซิ่นจนทั่วแล้ว ให้นำตัวอักษรที่ทำจากน้ำยาเรซิ่นมาทำการตกแต่งลงบนเคส และเทเนื้อเรซิ่นลงบนเคสอีกครั้ง ทำการเกลี่ยผิวให้เรียบ ซึ่งสาเหตุที่ต้องเทเรซิ่นหลายครั้ง เพื่อเคลือบผิวให้แก่เคส และช่วยยึดตัวอักษรให้ติดแน่นกับชิ้นงาน โดยหลังทำเสร็จตามขั้นตอนข้างต้นแล้วก็ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 1 วัน เพื่อให้เนื้อเรซิ่นแห้ง เมื่อเรซิ่นแห้งก็จะได้ชิ้นงานที่สมบูรณ์

’ปัญหาส่วนใหญ่ของมือใหม่หัดทำ คือการควบคุมทิศทางการไหลของน้ำยาเรซิ่นที่เทลงบนเคส เทคนิคคือ ควรเทเรซิ่นตรงกลางเคสก่อน จากนั้นจึงค่อย ๆ เกลี่ยเรซิ่นให้ทั่วและให้เรียบ ซึ่งชิ้นงานนี้ แม้จะมีขั้นตอนการทำไม่มาก แต่ทุกขั้นตอนต้องอาศัยความประณีต ต้องใจเย็น ชิ้นงานที่ทำจึงจะออกมาสวยงาม”...เป็นคำแนะนำจากเจ้าของชิ้นงานที่น่าพิจารณา และน่านำไปปรับใช้เป็น “ช่องทางทำกิน” สำหรับคนที่สนใจงานฝีมือประเภทนี้

สนใจงาน “เคสโทรศัพท์มือถือเคลือบเรซิ่น” ของร้านนี้ไปชมได้ที่เดอะบริโอ ถนนพุทธมณฑลสาย 4 อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม โดยร้านเปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 16.00-21.00 น. หรือติดต่อได้ตามช่องทางต่าง ๆ ซึ่งสำหรับ “เคสโทรศัพท์มือถือ” นี้ ทีมงานคอลัมน์ “ช่องทางทำกิน” ได้เคยนำเสนอไว้หลากหลาย ซึ่งเทคนิคเคลือบเรซิ่นนี้ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจ.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์/สุรางค์รัตน์ เจนการ : เรื่อง
ภมร มานะพรชัย : ภาพ

คู่มือลงทุน...เคสมือถือเคลือบเรซิ่น

ทุนเบื้องต้น ประมาณ 20,000 บาท

ทุนวัสดุ ประมาณ 50% จากราคา

รายได้ ราคา 250-500 บาทต่อชิ้น

แรงงาน 1 คนขึ้นไป

ตลาด กลุ่มลูกค้าวัยรุ่น-ผู้หญิง

จุดน่าสนใจ ขั้นตอนไม่มากลงทุนไม่สูง

credit by :  http://www.dailynews.co.th/Content/Article/276156/‘เคสมือถือ%2Bเรซิ่น’+เติมลูกเล่น...ยิ่งทำเงิน!!

Read More...


‘แหวนลูกบอลแก้ว’ ทำเงินได้..จาก ‘ไอเดีย’


“เครื่องประดับ” เป็นสินค้ากลุ่มแฟชั่นที่ยังขายได้ ยิ่งถ้ามีลูกเล่นหรือมีดีไซน์ที่แปลกแตกต่างก็ยิ่งทำให้ชิ้นงานมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้น อย่างเช่น ’แหวนลูกบอลแก้ว“ ของ นันทวัน ศักดิ์ชลาธร ที่คิดทำชิ้นงานขึ้นจากการนำลูกบอลแก้วมาตกแต่งแหวน จนเกิดเป็นชิ้นงานที่โดดเด่นและโดนใจกลุ่มลูกค้า ซึ่งวันนี้ทีมงานคอลัมน์ ’ช่องทางทำกิน“ มีข้อมูลมานำเสนอ...

นันทวัน เจ้าของชิ้นงาน ที่ใช้ชื่อร้านว่า เลดี้ มานา ช็อป (Lady Mana Shop) เล่าว่า...ไอเดียทำแหวนลูกบอลแก้วเกิดจากได้เห็นการนำเอาลูกบอลแก้วมาประดับตกแต่งกล่องดนตรี จึงเกิดความคิดว่า...น่าจะนำมาใช้ตกแต่งชิ้นงาน โดยเฉพาะ “สินค้ากลุ่มเครื่องประดับ” ได้หลากหลาย จึงลองดัดแปลง โดยออกแบบชิ้นงานให้มีขนาดที่เล็กลง และนำไปตกแต่งเครื่องประดับ อาทิ สร้อยคอ ตุ้มหู แหวน ซึ่งเมื่อทดลองขาย ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างดี จึงคิดทำชิ้นงานในรูปแบบต่าง ๆ เพิ่มขึ้น โดยมีทั้งการเปิดหน้าร้านเพื่อขาย และจำหน่ายผ่านทางช่องทางออนไลน์ด้วย คือที่ www.ladymanashop.com และทาง

เฟซบุ๊กที่ www.facebook.com/ladymanashop รวมถึงผ่านทางไลน์ ladymanashop

ทั้งนี้ เจ้าของชิ้นงาน กล่าวว่า... กว่าจะลงตัวจนได้ชิ้นงานอย่างที่เห็น ต้องลองผิดลองถูกอยู่ประมาณ 4 เดือน ซึ่งลูกบอลแก้วที่ใช้ตกแต่งจะสั่งทำขึ้นเป็นพิเศษ เนื่องจากหากใช้ลูกบอลที่ทำจากแก้วล้วน ๆ แหวนจะหนักและมีโอกาสแตกหักเสียหายได้ง่าย หรือหากใช้ที่ทำจากพลาสติกก็จะไม่มีความใส ทำให้ดูไม่สวย จึงต้องสั่งทำขึ้นใหม่เป็นลูกบอลแก้วผสมพลาสติก เพื่อให้มีความใสและน้ำหนักเบาขึ้น โดยแหวนลูกบอลแก้วที่ทำอยู่มีด้วยกัน 2 ขนาด คือ ขนาดรู 4 มิลลิเมตร กับขนาด 12 มิลลิเมตร

’นอกจากการตกแต่งแหวนด้วยลูกบอลแก้ว ก็ยังนำวัสดุชนิดอื่น ๆ เช่น ลูกปัด เลื่อม กากเพชร และดอกกุหลาบกระดาษ เข้ามาใช้ในการตกแต่งด้วย ทั้งนี้ ไอเดียตกแต่งจะเน้นการจำลองโลกจินตนาการไว้ในชิ้นงาน“...เจ้าของชิ้นงานกล่าว ซึ่งนี่ก็ถือเป็นอีก “ช่องทางทำกิน” ที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์

ทุนเบื้องต้น ในการทำชิ้นงานรูปแบบนี้ขาย ใช้ประมาณ 2,000 บาทขึ้นไป

ส่วน ทุนวัสดุ อยู่ที่ประมาณ 40% จากราคาขาย ซึ่งราคาขายอยู่ที่วงละ 199 บาท

และสำหรับ วัสดุอุปกรณ์ หลัก ๆ ก็ประกอบด้วย ลูกบอลแก้ว, โครงแหวน, ดอกกุหลาบกระดาษ, มอสแบบอบแห้ง, กาวสำหรับติดแก้ว, คีมปากแหลม และไม้จิ้มฟัน

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากนำคีมปากแหลมมาทำการดัดฝาครอบโครงแหวนเล็กน้อย และนำมอสแบบอบแห้งที่มีสีเขียวเข้มมาบรรจุใส่ไว้ในลูกบอลแก้ว โดยใส่ไว้ประมาณครึ่งหนึ่งของภายในลูกบอล จากนั้นใช้ไม้จิ้มฟันจัดตกแต่งให้สวยงาม

เสร็จแล้วให้นำดอกกุหลาบกระดาษ 1 ดอกมาตัดก้านทิ้ง เหลือไว้เฉพาะช่อดอก แล้วใส่ลงไปในลูกบอลแก้ว ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องใช้ความประณีตสูง ต้องใจเย็น ๆ ให้ค่อย ๆ ใช้ไม้จิ้มฟันดันดอกกุหลาบเข้าไปภายในลูกบอลแก้ว ระวังอย่าให้ดอกกุหลาบกระดาษขาด โดยเมื่อใส่ดอกกุหลาบเข้าไปได้แล้ว ให้ใช้ไม้จิ้มฟันทำการจัดตกแต่งกลีบดอกกุหลาบให้สวยงาม และหมุนดอกกุหลาบให้อยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางของลูกบอลแก้ว

ขั้นตอนต่อมา ให้ใช้เลื่อมหรือวัสดุตกแต่งที่เตรียมไว้ทำการตกแต่งตามความต้องการ เพื่อเพิ่มความสวยงาม เพิ่มลูกเล่นให้ชิ้นงานมีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น แต่ควรระวังอย่าตกแต่งเยอะเกินไป จนทำให้แหวนดูรกเกินพอดี

จากนั้นจึงใช้กาวที่ใช้สำหรับติดในงานแก้วมาทำการ ทาวนให้รอบขอบรูของลูก บอลแก้ว ระวังอย่าให้กาวหยด เข้าไปด้านในเพราะจะทำให้ชิ้นงานเสียหาย

ขั้นตอนสุดท้าย นำโครงแหวนมาทำการครอบปิดบนลูกบอลแก้ว ใช้มือกดให้ติดแน่น และทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อให้กาวแห้งสนิท

ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำชิ้นงานนี้...

ใครสนใจงาน ’แหวนลูกบอลแก้ว“ ต้องการติดต่อเจ้าของกรณีศึกษา ’ช่องทางทำกิน“ รายนี้ ติดต่อได้ตามช่องทางข้างต้น หรือ โทร.08-9890-6196 หรือไปชมสินค้าได้ที่ ร้านเลดี้ มานา ช็อป หมู่บ้าน ช.รุ่งเรือง 6 ถนนบางรักพัฒนา ต.บางกรวยไทรน้อย อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ทุกวัน ช่วงเวลา 10.00-20.00 น. ซึ่งนี่ก็เป็นการผสผสานความคิดสร้างสรรค์เข้ากับชิ้นงานอย่างเครื่องประดับ ที่ถือเป็นอีกอาชีพด้านการประดิษฐ์ที่น่าสนใจ.

สุรางค์รัตน์ เจนการ : เรื่อง / สุนิสา ธนพันธสกุล : ภาพ

คู่มือลงทุน...แหวนลูกบอลแก้ว

ทุนเบื้องต้น ประมาณ 2,000 บาทขึ้นไป

ทุนวัสดุ ประมาณ 40% จากราคา

รายได้ ขายราคา 199 บาท ต่อวง

แรงงาน 1 คนขึ้นไป

ตลาด กลุ่มสินค้าเครื่องประดับ

จุดน่าสนใจ ขั้นตอนไม่มากลงทุนไม่สูง

credit by :  http://www.dailynews.co.th/Content/Article/277772/‘แหวนลูกบอลแก้ว’+ทำเงินได้..จาก+‘ไอเดีย’

Read More...


'หมวกปักกระดุม' ไอเดียงานปัก...ทำเงิน


“กระดุม” วัสดุที่ใช้สำหรับเสื้อผ้า ได้ถูก “ชาคริต เพ็ชรวงษ์” นำมาต่อยอดด้วยความคิดสร้างสรรค์ จนเกิดเป็น “ลวดลาย” แปลกใหม่ ทำให้หมวกหน้าตาธรรมดากลายเป็นงาน “หมวกปักกระดุม” ที่นอกจากจะสวยจนสะดุดตาแล้ว ก็ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าใหักับชิ้นงานได้อย่างน่าสนใจ ที่วันนี้ ทีมคอลัมน์ “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมานำเสนอ...

ชาคริต เจ้าของงานหมวกปักกระดุมแฮนด์เมด ที่ใช้ชื่อชิ้นงานว่า Kritcaps เล่าว่า ตนเองเรียนจบทางด้านศิลปะ เมื่อก่อนเคยทำงานออกแบบกราฟิกให้กับผู้ผลิตหมวกจากต่างประเทศ โดยยึดอาชีพดังกล่าวอยู่นานกว่า 5 ปี ก่อนที่จะตัดสินใจทำธุรกิจหมวกของตนเองขึ้นเป็นอาชีพเสริม เพราะมองว่า... หมวกเป็นสินค้าที่ขายได้ตลอดทั้งปี และขายได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงยังสามารถนำมาประยุกต์เพื่อทำเป็นของขวัญ-ของฝากได้ตามโอกาสต่าง ๆ จึงคิดว่าธุรกิจนี้น่าจะมีโอกาส ซึ่งหลังจากนั้นจึงเริ่มมองหาไอเดียที่จะนำมาใช้ผลิตชิ้นงาน โดยมองว่าลวดลายของหมวกตกแต่งที่มีอยู่ในตลาด ส่วนใหญ่จะเป็นการนำไหมพรมกับเข็มหมุดมาประดับ แต่ยังไม่มีใครนำวัสดุอย่างกระดุมเข้ามาใช้ จึงคิดว่า หากนำกระดุมเข้ามาตกแต่ง ผสานเข้ากับไอเดียการออกแบบที่มีอยู่ ก็น่าจะสร้างจุดเด่นให้ชิ้นงานที่ทำได้ จึงกลายเป็นหมวกปักกระดุมนี้ขึ้นมา

เขา เล่าว่า เริ่มต้นใช้กระดุมปักลวดลายที่หมวกแก๊ปก่อน เพราะหมวกแก๊ปส่วนใหญ่จะเป็นผ้า ซึ่งน่าจะเย็บง่ายกว่าหมวกประเภทอื่น จากนั้นจึงลองทำชิ้นงานขึ้นมา และได้พบว่า กระดุมในตลาดทั่วไปจะหนา อีกทั้งพื้นผิวกระดุมส่วนใหญ่จะมีผิวด้าน ไม่มันเงา ไม่สวยงาม จึงตัดสินใจสั่งทำกระดุมชนิดพิเศษขึ้นมา สำหรับใช้ในงานที่ทำขึ้นมาเป็นการเฉพาะ โดยใช้เวลาทดลองทำอยู่ประมาณ 2-3 เดือน จากนั้นจึงลองนำสินค้าไปขายผ่านทางเฟซบุ๊กคือที่ www.facebook.com/kritcaps ซึ่งกระแสตอบรับดีมาก ๆ โดยส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้ากลุ่มวัยรุ่น และขายตามแหล่งท่องเที่ยวเป็นหลัก

ทั้ง นี้ หมวกปักกระดุม 1 ใบ จะต้องใช้เวลาทำค่อนข้างนาน เพราะเป็นการปักกระดุมด้วยมือทั้งหมด โดยจำนวนของกระดุมที่ใช้สำหรับปักหมวกแต่ละทรงนั้น จะมีจำนวนกระดุมที่ใช้แตกต่างกัน อาทิ หมวกแก๊ป จะต้องใช้กระดุมประมาณ 200-250 เม็ด หมวกทรง ปานามา ใช้กระดุมประมาณ 100-150 เม็ด และหมวกปีกกว้าง ใช้กระดุมประมาณ 50-100 เม็ด ขึ้นกับลวดลายที่ใช้ตกแต่งหมวก

ทุน เบื้องต้น ใช้เงินลงทุน ประมาณ 2,000 บาท ทุนวัสดุ อยู่ที่ประมาณ 30% จากราคา ซึ่งราคาขายอยู่ที่ 350-550 บาท โดยแตกต่างกันไปตามรูปทรงของหมวก ที่มีขายอยู่ 4 แบบด้วยกัน คือ หมวกแก๊ป, หมวกทรงปานามา, หมวกปีกกว้าง และหมวกทรงไมเคิล วัสดุอุปกรณ์ ที่จำเป็น ประกอบด้วย หมวกรูปทรงต่าง ๆ, กระดุม, เข็มเบอร์ 5, ด้ายวีนัส และกรรไกร

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากออกแบบลวดลาย เลือกสีของหมวกกับเลือกสีของกระดุมที่จะใช้ จากนั้นนำเข็มเบอร์ 5 มาทำการร้อยเส้นด้ายเข้าไป โดยในแต่ละเข็มจะใช้ด้ายจำนวน 8 เส้นร้อยเข้าไว้ด้วยกัน เสร็จแล้วนำกระดุมมา 1 เม็ดวางไว้บริเวณด้านบนของหมวก โดยเริ่มจากการเย็บกระดุมทางด้านขวาล่าง เพื่อขึ้นเป็นฐานของลายที่จะใช้ในการปักหมวก สำหรับการเย็บกระดุมนั้นให้เย็บไขว้กัน 1 รอบเพื่อให้กระดุมติดแน่นกับหมวก เมื่อเย็บกระดุมเม็ดที่ 1 แล้วก็ทำการขึ้นกระดุมเม็ดที่ 2 ต่อไปเลย โดยขั้นตอนนี้ ต้องคอยดู หรือระวังอย่าให้ช่องไฟหรือช่องว่างระหว่างกระดุมนั้น ห่างหรือถี่กันจนเกินไป โดยให้เย็บกระดุมแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เย็บเรียงเป็นแนวเส้นตรงทีละแถว ทีละชั้น เริ่มจากแถวล่าง ก่อนที่จะค่อย ๆ เย็บเรียงซ้อนกันขึ้นไปจนถึงด้านบนสุดของหมวก ซึ่งปมด้ายจะถูกซ่อนไว้ใต้กระดุม โดยเมื่อเย็บหรือปักลวดลายบนหมวกได้ตามต้องการแล้ว ก็นำยี่ห้อสินค้ามาเย็บติดบริเวณด้านข้างของหมวก เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำหมวกปักกระดุม

’การปักในแต่ละลายจะใช้ กระดุมมากน้อยไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับลายและทรงของหมวก ความยากของงานหมวกปักกระดุมนี้อยู่ที่ขั้นตอนการเย็บหรือปักกระดุม เพราะเป็นงานฝีมือที่ต้องใช้ทั้งความประณีต ต้องใช้ความอดทนสูง ซึ่งถ้าหากใจร้อนก็อาจจะทำให้เย็บกระดุมชิดเกินไป ซ้อนกันเกินไป หรือห่างเกินไป ก็จะทำให้ลายบนหมวกดูแล้วไม่สวย ข้อควรระวังก็คือ ต้องเว้นช่องว่างหรือจัดวางช่องไฟของกระดุมให้พอดี ลายของหมวกจึงจะออกมาดูสวย เรียบร้อย ไม่บวมนูนจนไม่สวยงาม“ ...เป็นคำแนะนำจากเจ้าของชิ้นงาน ซึ่งงานหมวกปักกระดุมนับว่าน่าสนใจ สำหรับคนที่กำลังมองหา “ช่องทางทำกิน” เป็นอาชีพเสริม

สนใจงาน “หมวกปักกระดุม” โทร. 08-9033-5598 และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งชิ้นงานไอเดีย ที่ใช้เป็น “ช่องทางทำกิน” ได้อย่างน่าสนใจ จากการนำเรื่องของดีไซน์มาประยุกต์กับความคิดสร้างสรรค์.
สุรางค์รัตน์ เจนการ :เรื่อง / สันติ มฤธนนท์:ภาพ
...................................................................................................
คู่มือลงทุน...หมวกปักกระดุม
ทุนเบื้องต้น ประมาณ 2,000 บาท
ทุนวัสดุ ประมาณ 30% จากราคา
รายได้ ราคา350- 550 บาทต่อใบ
แรงงาน 1 คนขึ้นไป
ตลาด กลุ่มวัยรุ่น แหล่งท่องเที่ยว
จุดน่าสนใจ ทุนวัสดุต่ำ ทำเป็นอาชีพเสริมได้

credit  :  http://dailynews.co.th/Content/Article/274420/_หมวกปักกระดุม_+ไอเดียงานปัก...ทำเงิน

Read More...


'ช่างเล็ก' กับงานแนวๆสร้างสุขให้คนปั่น

ความชอบและการตัดสินใจที่มาถูกที่ถูกเวลา มักจะเป็นจุดเริ่มต้น ทำให้หลายคนประสบความสำเร็จในอาชีพมาแล้ว “สรวัชร์ ชยาเมธิสุรัตน์” หรือช่างเล็ก เป็นผู้หนึ่งที่เริ่มจากความชื่นชอบในรถจักรยาน ก่อนจะกระโจนเข้าสู่สนามแข่งขัน ในนาม “อเล็กซ์ฟรีไลท์” และปัจจุบันกลายเป็นเจ้าของร้าน LPR รับซ่อมรถจักรยานโดยเฉพาะ

20 ปีมานี้ “ช่างเล็ก” คลุกคลีกับงานซ่อมและประกอบรถจักรยานอย่างต่อเนื่อง ทุกวันจะมีลูกค้ามาใช้บริการไม่ขาดสาย หน้าที่ของเขาคือให้บริการตามสเปกที่ลูกค้าต้องการ

“ช่างเล็ก” บอกว่า ส่วนมากการประกอบรถจักรยาน จะต้องสอบถามลูกค้าก่อนว่าชอบรถประเภทไหน เพื่อให้ตรงความต้องการของเจ้าของที่จะมาประกอบรถคันนั้นจริง ๆ เราจะไม่โน้มน้าวให้ลูกค้าใช้รถหรืออุปกรณ์ที่ทางร้านมีอยู่แล้ว แต่จะเน้นความต้องการของเจ้าของรถคันนั้นมากกว่า

“เรายึดหลักว่าคนที่มาประกอบรถจักรยานมีความต้องการ อยากเห็นหน้าตารถจักรยานเป็นแบบไหน เมื่อทราบความต้องการแล้ว จะได้แนะนำว่าคนนั้นจะเหมาะกับรถประเภทใด เช่น ต้องการความเร็วจะแนะนำให้ใช้รถจักรยานเสือหมอบ ต้องการขี่เดินทางไกลจะแนะนำเป็นจักรยานทัวริ่ง อยากขี่ทางลุย ๆ ก็จะแนะนำเป็น จักรยานเสือภูเขา หรือขี่ในเมืองจะเป็นรถจักรยานพับเพื่อความสะดวกสบาย”

งานของเราไม่เน้นว่าลูกค้าจะต้องมาใช้สินค้าในร้าน ถ้าลูกค้ามีของที่จะนำมาประกอบจักรยานเอง ผมจะนำมาประกอบเป็นคันให้ได้เลย สนนค่าแรงประมาณ 500-1,000 บาท ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการประกอบและเซตรถคันนั้น แต่กรณีที่ลูกค้าไม่มีอุปกรณ์ที่จะนำมาประกอบจักรยาน และให้เราเป็นคนสั่งของเพื่อมาทำรถจักรยาน 1 คัน ก็สามารถทำให้ได้เช่นกัน ซึ่งขั้นตอนการจัดหาอะไหล่และอุปกรณ์จักรยานนั้น ทำได้ 2 ทาง คือ 1. จัดหาจากตัวแทนจำหน่าย และ 2. ทางอินเทอร์เน็ต

ทุกครั้งที่ทำรถเสร็จ และได้เห็นความพึงพอใจของลูกค้า ช่างเล็กก็จะรู้สึกมีความสุขไปด้วย เพราะงานของเขาขายคุณ ภาพและความพอใจให้ลูกค้า วันนี้ร้านของช่างเล็กไม่ได้เน้นเพียงแค่ประกอบหรือซ่อมจักรยานที่มีราคาแพงเท่านั้น แต่ยังรับซ่อมจักรยานทุกประเภท อาทิ จักรยานแม่บ้าน จักรยานเด็ก จักรยานตามท้องตลาดทั่วไปด้วย เรียกว่ารับซ่อมทุกประเภทก็ว่าได้

“ผมมีหลักคิดว่าการประกอบรถให้ลูกค้าแต่ละคนจะต้องทำให้เหมือนเป็นรถของช่างเอง ช่างขี่รถจักรยานดีเท่าไหน รถของลูกค้าก็จะต้องออกมาดีเท่านั้น เมื่อประกอบเสร็จจะให้ลูกค้ามาลองก่อน เพื่อปรับสรีระลูกค้าให้เข้ากับรถ รวมทั้งปรับเซตแก้ไขให้เป็นตามความต้องการของลูกค้าคนนั้น ๆ”

“ช่างเล็ก ยังบอกว่า อาชีพนี้อุปสรรคอยู่ที่คู่แข่งเยอะ เป็นผลมาจากคนเมืองมีค่านิยมขี่รถจักรยานเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง แต่เรามั่นใจว่างานคุณภาพ บวกการบริการด้วยใจจะทำให้งานของเราเหนือกว่าคู่แข่งได้ ทั้งนี้สำหรับคนที่สนใจงานแนว ๆ นี้ จะต้องเริ่มมาจากใจรักก่อน และต้องมีเงินลงทุนพอสมควร และเมื่อลงเงินทุนไปแล้ว ช่วงแรกรายได้แต่ละเดือนอาจแค่เสมอตัวก่อน แต่เมื่อมีลูกค้าให้ความไว้วางใจ หรือมีการบอกกันปากต่อปากมากขึ้น ผลตอบแทนจะเพิ่มเป็นเงาตามตัว อย่างผมช่วงที่งานเข้าร้านเยอะ ๆ เห็นรายได้แล้วก็หายเหนื่อยเลยนะครับ

ท่านใดสนใจและอยากเรียนรู้งานแนว ๆ ให้มากขึ้น แวะไปได้ที่ร้าน LPR ตั้งอยู่ตรงพระราม 8 ข้างหนังสือพิมพ์สยามรัฐ หรือโทร. 08-1136-9228 ติดต่อช่างเล็กโดยตรง.

“จ๊อบแมน”

job_man28@yahoo.co.th

credit by : http://dailynews.co.th/Content/Article/271304/index.html

Read More...


'อัฏฐวัฒน์' กับเส้นทางช่างแกะสลักปืน


ถ้าไม่ใช่คนวงการนักเลงปืน น้อยคนนักยากจะรู้จักอาชีพ “ช่างแกะสลักปืน” ผู้สรรค์สร้างลวดลายศิลปะและความอ่อนช้อยบนกระบอกปืนได้อย่างงดงาม แต่หากจะว่าไปแล้วบนถนนสายอาชีพนี้ยังมีคนทำอยู่เพียงแค่หยิบมือเท่านั้น

“อัฏฐวัฒน์ ครรชิตวัฒนา” หรือ “วัฒน์” เป็นผู้หนึ่งที่รักและหลงใหลในเสน่ห์ของอาวุธ “ปืน” ซึ่งสะสมมากว่า 10 ปี จนเป็นจุดเริ่มต้นทำให้หันมาสนใจการแกะสลักลวดลายบนปืนในที่สุด
10 ปีมานี้ “วัฒน์” ศึกษาค้นคว้า และคิดค้นศาสตร์ด้านนี้มาไม่น้อย กระทั่งสามารถยึดเป็นอาชีพจวบจนวันนี้ เป็นวันที่เขาสั่งสมประสบการณ์มามากกว่า 6 ปี จนก้าวขึ้นเป็นนักแกะสลักปืนมือหนึ่งของเมืองไทยไปแล้ว

“วัฒน์” ย้อนความหลังถึงจุดเริ่มต้นการเป็นนักแกะสลักปืนว่า ผมเห็นที่ต่างประเทศมีปืนสวย ๆ ทำให้เกิดความรู้สึกชื่นชอบ และอยากครอบครอง ประกอบกับในไทยไม่มีช่างทางด้านนี้โดยเฉพาะ จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำให้ผมเริ่มศึกษางานแกะสลักปืน โดยอาศัยความชอบด้านศิลปะที่ตนเองมี จนได้มาพบกับอาจารย์ชาวต่างชาติท่านหนึ่ง ที่เผยแพร่ผลงานการแกะสลักปืนผ่านทางเว็บไซต์ จากนั้นได้เริ่มพูดคุยถึงงานการแกะสลักปืน จนทราบว่าท่านเป็นบุคคลที่มีฝีมือระดับต้น ๆ ของโลก ยิ่งทำให้เกิดความประทับใจ จึงได้มีโอกาสขอความรู้จากท่านได้สอนให้ความรู้ในการแกะสลัก การใช้เครื่องมือ รวมไปถึงข้อแนะนำต่าง ๆ

จากนั้นเป็นต้นมา “วัฒน์” ใช้เวลาฝึกฝนราว 5-6 ปี ก่อนเริ่มนำผลงานออกสู่สาธารณะจนกลายเป็นที่ชื่นชอบของเหล่านักสะสม ทำให้ปัจจุบัน “วัฒน์” มีงานหลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่อง
ทว่านอกจากความรักและความสนใจที่มีต่องานศิลปะบนกระบอกปืนแล้ว ก็ใช่ว่าหนทางในอาชีพนี้จะราบรื่น เนื่องจากประเทศไทยมีกฎหมายเรื่องการครอบครองอาวุธปืน ถ้ามีการเปลี่ยนผ่านมือจะมีความยุ่งยากไม่น้อย

“เรื่องนี้ผมอยากให้กฎหมายเปิดช่องว่าง หรือผ่อนผันให้ช่างได้ครอบครองปืน เนื่องจากข้อกฎหมายที่ว่าห้ามเปลี่ยนมือ เรารับงานมาก็ผิดกฎหมาย ตรงนี้ทำให้ทำงานลำบาก ที่ผ่านมางานแบบนี้จึงไม่เป็นที่เปิดเผยมากนัก”

“วัฒน์” บอกว่า ถึงแม้อาชีพช่างแกะสลักปืนจะมีอุปสรรคมากแค่ไหน แต่เขายังคงรักและเดินหน้าทำงานนี้ต่อไป ด้วยความมุ่งมั่นเพื่อสร้างสรรค์ผลงานผ่านกระบอกปืนอย่างที่เขาตั้งใจว่าจะเป็นงานที่มีชิ้นเดียวในโลก “ลายที่ผมทำจะเป็นลายที่คิดเอง ออกแบบเอง เป็นแบบใหม่ทุกชิ้น เพราะต้องการให้เป็นผลงานชิ้นเดียวในโลก ดังนั้นการทำงานจึงต้องใช้เวลา และอารมณ์ในการสร้างสรรค์ผลงานสูงมากครับ”
“ถ้าถามผมว่างานแกะสลักปืนให้คุณค่าอะไรแก่สังคมบ้างนั้น ผมมองว่าคุณค่าของอาชีพนี้ อยู่ที่การได้สร้างสรรค์ลวดลายศิลปะ ผ่านไอเดีย ใส่จินตนาการลงบนกระบอกปืน ให้นักเลงปืนทั่วโลกได้จดจำ ตราบนานเท่านาน”

มาถึงบรรทัดนี้คงเห็นแล้วว่าเส้นทางชีวิตของ “วัฒน์” นั้นไม่ธรรมดาจริง ๆ สำหรับท่านที่สนใจใคร่รู้จักตัวตนของคุณวัฒน์ให้มากกว่านี้ ติดต่อได้ที่โทร. 08-4719-3313 หรือเฟซบุ๊ก อัฏฐวัฒน์ ครรชิตวัฒนา.
“จ๊อบแมน”
job_man28@yahoo.co.th

credit by : http://www.dailynews.co.th/Content/Article/267946/‘อัฏฐวัฒน์’+กับเส้นทางช่างแกะสลักปืน

Read More...


‘หมอนรองเขียน’ ทำเงินจาก ‘อเนกประสงค์’


ดีไซน์ดีบวกกับมีความคิดสร้างสรรค์ยังใช้เป็น “ช่องทางทำกิน” ได้อย่างดี ยิ่งใส่เอกลักษณ์และประโยชน์ใช้งานที่หลากหลายเข้าไปด้วยแล้ว โอกาสที่จะทำเงิน รวมถึงได้รับความสนใจจากลูกค้าก็ยิ่งมีมากขึ้น อย่างเช่น “หมอนรองเขียนอเนกประสงค์” ของ “ทัศน์พาชื่น นิตยะ” ที่วันนี้ ทีมคอลัมน์ “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลนำมาให้พิจารณา...

ทัศน์พาชื่น เจ้าของชิ้นงานหมอนรองเขียนที่ใช้ชื่อสินค้าว่า Ban Busrin Lap Desk เล่าว่า...เคยทำงานในบริษัทนมและไอศกรีมมาก่อน หลังจากนั้นจึงลาออกและมาลงทุนเปิดร้านอาหารและร้านไอศกรีมของตนเองขึ้น ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังทำอยู่ ระหว่างนั้นต้องเดินทางไปเยี่ยมลูกชายที่สหรัฐอเมริกา และมีโอกาสได้เห็นหมอนรองเขียนแบบนี้ จึงคิดว่า...น่าสนใจ และเมืองไทยก็ยังไม่มีชิ้นงานในลักษณะนี้ จึงเกิดความคิดที่จะลองนำรูปแบบของชิ้นงานดังกล่าวมาปรับปรุงเพื่อผลิตเป็นสินค้าขึ้น โดยหลังจากกลับมาถึงเมืองไทยได้ให้ลูกชายช่วยออกแบบ จากนั้นจึงทดลองทำชิ้นงานขึ้น ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 เดือนกว่าจะลงตัว จนได้หมอนรองเขียนอเนกประสงค์ตามรูปแบบที่ต้องการ

’ตอนที่เห็นครั้งแรกก็รู้สึกสนใจ เพราะเมืองไทยยังไม่มีชิ้นงานประเภทนี้ ทั้งมองว่า...เป็นสินค้าที่ใช้งานได้หลากหลาย หรือใช้ได้อเนกประสงค์ จึงเกิดไอเดียที่จะนำมาผลิตเพื่อจำหน่าย“ ...เป็นที่มาของไอเดียหมอนรองเขียนที่ว่านี้

สำหรับการใช้งาน เจ้าของชิ้นงานกล่าวว่า...หมอนรองเขียนอเนกประสงค์นี้ ใช้งานได้หลายรูปแบบ เช่น ใช้รองคอมพิวเตอร์แบบพกพาหรือโน้ตบุ๊กบนตัก เพื่อกันความร้อน, ใช้รองถาดอาหารเพื่อรับประทานอาหาร ขณะอยู่บนเตียงหรือตอนนั่งดูทีวี หรือจะใช้เป็นหมอนรองอ่านหรือเขียนหนังสือ ขณะอยู่บนรถหรือบนเตียงนอนก็ได้ เพราะสามารถปรับการใช้งานให้รองรับกับอิริยาบถต่าง ๆ ตามต้องการ จึงเป็นที่มาของหมอนรองเขียนอเนกประสงค์ ทั้งนี้ นอกจากจะขายผ่านทางเฟซบุ๊ก คือที่ www.facebook.com/Banbusrinlapdesk แล้วก็ยังมีวางจำหน่ายที่ร้าน บ้านบุศรินทร์ อาคารพญาไทเพลส ชั้น G ซึ่งเป็นร้านอาหารและไอศกรีมของตนเองอีกด้วย

’หมอนรองเขียนสามารถใช้ได้ทุกเพศทุกวัย โดยเน้นการใช้ประโยชน์ที่หลากหลาย และปรับเปลี่ยนองศาได้ตามความต้องการ“ ...เจ้าของชิ้นงานกล่าว

ทุนเบื้องต้น ใช้เงินลงทุนประมาณ 10,000 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่าวัสดุอุปกรณ์ ทุนวัสดุ อยู่ที่ประมาณ 60% จากราคา ซึ่งราคาขายอยู่ที่ 250-300 บาท โดยหมอนรองเขียนจะมี 2 ขนาด คือ ขนาดความหนา 1.5 นิ้ว กับความหนา 2 นิ้ว

วัสดุอุปกรณ์ ที่จำเป็น ประกอบด้วย บอร์ดไม้อัด (ความหนา 2 มิลลิเมตร โดยตัดให้เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 12x16 นิ้ว), จักรเย็บผ้า, เม็ดโฟมขนาดเล็ก, ผ้าคอตตอนลวดลายต่าง ๆ และกาวร้อน เป็นต้น

’ที่เลือกใช้บอร์ดไม้อัด เพราะคงทนแข็งแรงกว่าบอร์ดกระดาษแข็ง โดยราคาบอร์ดไม้ที่สั่งตัดตกอยู่ที่แผ่นละ 20-30 บาท แต่ถ้าต้องการประหยัดต้นทุนส่วนนี้ หรือยังผลิตไม่มากนักอาจใช้วิธีนำบอร์ดไม้อัดมาตัดเองก็จะลดต้นทุนส่วนนี้ได้มาก ส่วนเม็ดโฟมนั้น จะช่วยทำให้หมอนรองเขียนปรับรูปร่างได้ตามพื้นผิวที่ใช้วาง“... เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับ “วัสดุ” ที่ใช้ในการทำหมอนรองเขียนนี้

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากหุ้มบอร์ดไม้อัดก่อน โดยนำบอร์ดไม้อัด ขนาด 12x16 นิ้ว มาขัดด้วยกระดาษทรายเพื่อลบเสี้ยนไม้ จากนั้นเช็ดทำความสะอาดฝุ่นผงให้สะอาด เมื่อได้แล้วนำผ้าที่เลือกไว้มาทำการหุ้มบอร์ดไม้อัด โดยผ้าที่ใช้ต้องตัดให้ใหญ่กว่าบอร์ดไม้อัด ประมาณ 2 นิ้ว เมื่อหุ้มเสร็จแล้วให้ยึดติดด้วยกาวร้อนให้แน่น จากนั้นวางพักทิ้งไว้

ต่อไปเริ่มทำส่วนที่จะใช้เป็น “ตัวหมอนรองเขียน” โดยนำผ้าที่เลือกไว้มาตัดให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าให้ใหญ่กว่าบอร์ดไม้อัด ประมาณ 5 นิ้ว หลังจากนั้นทำการเย็บมุมทั้ง 4 มุม โดยเย็บให้เฉียงเล็กน้อย เมื่อเย็บเสร็จแล้วตัวของผ้าก็จะมีลักษณะคล้ายกับกระทง จากนั้นนำผ้าที่เย็บมุมแล้วติดลงบอร์ดไม้อัด ทำการยึดติดด้วยกาวเพียง 3 ด้าน โดยเว้นไว้ 1 ด้านสำหรับใช้เป็นช่องว่างในการยัดเม็ดโฟมเข้าไป การใส่เม็ดโฟมเข้าไปในตัวหมอนรองเขียน ควรให้พอประมาณ อย่าให้แน่นหรือหลวมเกินไป เมื่อใส่เม็ดโฟมเสร็จแล้ว ทำการพับด้านที่เหลือติดกับบอร์ดไม้ จากนั้นยึดติดด้วยกาวให้แน่นเป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำหมอนรองเขียน

’หมอนรองเขียนนี้ มีขั้นตอนไม่มาก สามารถเรียนรู้ได้ไม่ ยาก หากใครที่มีพื้นฐานงานผ้ามาบ้างก็จะยิ่งเป็นเร็วขึ้น“...เจ้าของชิ้นงานกล่าวแนะนำ สำหรับคนที่สนใจอยากจะฝึกหัดทำชิ้นงานนี้ เพื่อสร้างอาชีพ-สร้างรายได้

สนใจงาน “หมอนรองเขียน” โทร. 08-9779-9791, 0-2644-7500 หรือเข้าไปชมสินค้าได้ตามช่องทางต่าง ๆ และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งชิ้นงานไอเดีย ที่ใช้เป็น “ช่องทางทำกิน” ได้อย่างน่าสนใจ จากการนำเรื่องของดีไซน์มาประยุกต์กับความคิดสร้างสรรค์.

...........................................................................................

คู่มือลงทุน...ทำหมอนรองเขียน

ทุนเบื้องต้น ประมาณ 10,000 บาท

ทุนวัสดุ ประมาณ 60% จากราคา

รายได้ ราคา 250-300 บาทต่อชิ้น

แรงงาน 1 คนขึ้นไป

ตลาด กลุ่มเครื่องใช้

จุดน่าสนใจ วิธีทำไม่ยาก คู่แข่งน้อย

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ /สุรางค์รัตน์ เจนการ : เรื่อง
พิชญวัฒน์ ปรุงศักดิ์ : ภาพ

credit by : http://www.dailynews.co.th/Content/Article/271232/‘หมอนรองเขียน’+ทำเงินจาก+‘อเนกประสงค์’

Read More...


ประดิษฐ์ที่วางมือถือจากฝาครีม


กลับมาพบกับ Trend can do ทุกวันศุกร์แบบนี้เช่นเคย สัปดาห์นี้ "ไทยรัฐออนไลน์" พาคุณไปดีไอวายที่วางมือถือกันรอยขีดข่วนหลังโทรศัพท์มือถือได้อย่างดีเว่อร์...
สาวๆ ที่รักความสวยความงาม ก็มักมีเครื่องสำอางและอุปกรณ์เสริมความงามหลากหลายชนิด และมักทิ้งบรรจุภัณฑ์เมื่อผลิตภัณฑ์หมด บรรจุภัณฑ์เมื่อผลิตภัณฑ์หมด เราจึงอยากชวนสาวๆ นำของเหลือใช้นี้มา D.I.Y. ให้เป็นของใช้เลอค่าด้วยฝีมือคุณเอง
เชื่อได้เลยว่าหลายคนต้องเจอกับปัญหาบริเวณหลังมือถือเป็นรอยอย่างแน่นอน เราจะขจัดปัญหานั้นทิ้งไปด้วยการดีไอวายที่วางมือถือ (Mobile Pad) ที่สามารถช่วยป้องกันการขีดข่วนบริเวณด้านหลังของโทรศัพท์มือถือ


สิ่งที่ต้องเตรียม
1.ฝาหลอดครีม Oriental Princess Natural sunscreen for body 
2.กล่องบรรจุภัณฑ์กระดาษ 1 กล่อง
3.ลูกปัด
4.แผ่นกันลื่น
5.ดินญี่ปุ่นหรือดินน้ำมัน
ขั้นตอนการทำ 
1.เตรียมฝาหลอดครีม แล้วนำดินญี่ปุ่นมาอัดด้านล่างของฝาให้แน่น

นำดินญี่ปุ่นมาอัดด้านล่างฝา

2.เมื่อดินญี่ปุ่นแข็งตัว ตัดกระดาษกล่องเป็นวงกลมมาปิดฐานที่ด้านล่าง

ตัดกระดาษกล่องเป็นวงกลม

3.ติดลูกปัดบริเวณรูตรงกลางของฝา

ติดลูกปัดบริเวณรูตรงกลาง

4.ตัดแผ่นกันลื่นเป็นวงกลมขนาดพอดีด้านบนของฝา และทากาวปิดทับลงบนฝา

ตัดแผ่นกันลื่นเป็นวงกลม

5.ตกแต่งด้วยริบบิ้นหรือลูกไม้ให้สวยงาม

ตกแต่งด้วยริบบิ้นหรือลูกไม้

Read More...


‘รองเท้าผ้าขาวม้า’ เปลี่ยนเชย..เป็นเงิน!


“ผ้าขาวม้า” ที่อาจดูเชยเกินไปสำหรับคนรุ่นใหม่นั้น ถูกเจ้าของชิ้นงานไอเดียดีนำมา “พลิกแพลง-เพิ่มลูกเล่น” จนเกิดเป็นชิ้นงานทำเงินได้อย่างน่าสนใจ ด้วยการนำลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของผ้าขาวม้ามาผสมผสานเข้ากับไอเดียการออกแบบ จนกลายเป็นชิ้นงาน “รองเท้าผ้าขาวม้า” ที่นอกจากจะไม่เชยแล้ว ยังถูกใจ-โดนใจกับกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นด้วย ที่วันนี้ ทีมคอลัมน์ “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมานำเสนอ

ประสบโชค น่วมขยัน เจ้าของชิ้นงาน “รองเท้าผ้าขาวม้า” เล่าว่า... ด้วยความที่ครอบครัวทำธุรกิจเกี่ยวกับรองเท้ามานานถึงกว่า 40 ปี จึงคุ้นเคยและมีความรู้เกี่ยวกับการทำรองเท้า ประกอบกับมีเพื่อนที่เปิดโรงงานผลิตผ้าขาวม้าอยู่ที่ จ.ราชบุรี จึงเกิดไอเดียที่จะนำวัสดุชนิดนี้มาผสมผสานเข้ากับงานรองเท้าที่ทำอยู่ จนเกิดเป็นรองเท้าผ้าขาวม้านี้ขึ้นมา

’ไอเดียนี้เริ่มจากเพื่อนที่มีโรงงานทำผ้าขาวม้ามาสั่งให้ช่วยผลิตรองเท้าจากผ้าชนิดนี้ให้หน่อย จึงลองทำขึ้นมา แต่ยังไม่ได้คิดว่า... จะนำไปวางขาย โดยลองเอารูปรองเท้าที่ทำเสร็จโพสต์ขึ้นบนเฟซบุ๊กก่อน เพื่อให้เพื่อน ๆ กับคนรู้จักช่วยวิจารณ์ ปรากฏว่า...มีคนชอบมาก จึงตัดสินใจผลิตรองเท้าออกมาขายซึ่งนอกจากขายในเฟซบุ๊กแล้วก็นำสินค้าที่ผลิตขึ้นออกไปขายตามงานแสดงสินค้าต่าง ๆ เรื่อยมา ซึ่งผลตอบรับที่ผ่านมาถือว่าน่าพอใจ” ...เจ้าของชิ้นงานกล่าวถึงความเป็นมาของชิ้นงานนี้

จุดเด่นของรองเท้าผ้าขาวม้า ประสบโชค กล่าวว่า... หลัก ๆ อยู่ที่เอกลักษณ์ของผ้าขาวม้า ที่มีกลิ่นไอความเป็นไทยสูง ซึ่งลวดลายของผ้าขาวม้าที่บางคนมองว่าดูเชยหรือไม่ทันสมัยนั้น หากนำมาปรับแต่งดัดแปลงให้ดีก็กลายเป็นชิ้นงานที่น่าสนใจขึ้นมาได้ โดยเจ้าของชิ้นงานยังบอกอีกว่า... ระยะหลัง ๆ มีการปรับเปลี่ยนโดยเน้นใช้ผ้าขาวม้าที่มีลวดลายและสีสันสดใสขึ้น เพื่อดึงดูดความสนใจของ “กลุ่มลูกค้าวัยรุ่น” โดยรองเท้าที่ทำเน้นผลิต “รองเท้าผู้หญิง” เป็นหลัก โดยมีไซซ์ให้เลือกตั้งแต่ 36-40 และนอกจากรองเท้าผ้าขาวม้าที่ทำขึ้นมาแล้ว ยังมีชิ้นงานอื่น ๆ ที่ทำขึ้นจากผ้าขาวม้าด้วย อาทิ ตุ๊กตา, ผ้าพันคอ, หมอนรองคอ, หมอนอิง, หมวก, กล่องทิซชู, กระเป๋า, เคสโทรศัพท์มือถือ, พวงกุญแจ, สมุดโน้ต รวมถึงเครื่องแต่งกายอย่างเช่น เสื้อ กางเกง และกระโปรง เป็นต้น เพื่อให้ชิ้นงานหลากหลาย ทำให้ลูกค้าไม่เบื่อ โดยเขาจะเป็นคนออกแบบเองทั้งหมด...

’ลูกค้าเป็นกลุ่มวัยรุ่น ดีใจที่ส่วนใหญ่บอกว่า... ชิ้นงานที่ทำนอกจากดูไม่เชยแล้ว ยังดูร่วมสมัย ตรงนี้ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วที่ตีโจทย์ผ้าขาวม้าแตก“ ...เป็น “วิธีคิด” ที่ผู้ผลิตสินค้ารายอื่น ๆ น่านำไปปรับใช้

ทุนเบื้องต้น ใช้เงินลงทุนประมาณ 20,000 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่าอุปกรณ์กับเครื่องมือ ทุนวัสดุ อยู่ที่ประมาณ 30% จากราคา ซึ่งราคาขายอยู่ที่คู่ละ 590 บาท

วัสดุอุปกรณ์ ที่จำเป็น ประกอบด้วย ผ้าขาวม้า, จักรเย็บผ้า, หุ่นรองเท้า, มีดบล็อก, คีม, ค้อน, ตะปู, กรรไกร, กาวยาง, เครื่องอัดรองเท้า, พื้นรองเท้า, ยางส้นรองเท้า, หนังซับใน, ฟองน้ำ, ผ้าดิบ เป็นต้น โดยผ้า 1 ผืนใช้ทำรองเท้าได้ประมาณ 10 คู่

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากเลือกทำแบบหรือแพตเทิร์นรองเท้า จากนั้นนำผ้าขาวม้าไปเคลือบกาวเพื่อรักษารูปทรง เสร็จแล้วนำผ้าขาวม้าที่ได้มาวางบนผ้าดิบแล้วใช้กาวยางทาเพื่อยึดติดไว้ ทำการตัดแพตเทิร์นเพื่อขึ้นแบบรองเท้า และให้นำหนังซับในรองเท้ามาทำการประกบกับผ้าดิบ จากนั้นใช้จักรเย็บผ้าเย็บให้ติดกัน โดยเมื่อเย็บเสร็จแล้ว ให้นำมาขึ้นรูปทรงรองเท้ากับหุ่นรองเท้า ใช้มือดึงให้ผ้าแน่นเข้ากับหุ่นรองเท้า จากนั้นใช้ค้อนตอกตะปูเพื่อยึดให้ติดแน่นอีกครั้งหนึ่ง เสร็จแล้วนำพื้นรองเท้าทากาวติดกับยางส้นรองเท้ากับหนังรองเท้า โดยใช้มีดบล็อกตัดให้เป็นรูปทรง และนำมาติดเข้าที่ด้านในของพื้นรองเท้า จากนั้นจึงนำรองเท้าเข้าเครื่องอัดรองเท้า เพื่อดันทรงรองเท้าให้แน่น

ขั้นตอนต่อมา ให้นำผ้าขาวม้ามาตัดเป็นเส้นตรงประมาณ 1-2 เส้น เพื่อใช้สำหรับทำเชือกรองเท้า หรือทำเป็นโบสำหรับตกแต่งให้รองเท้า โดยใช้วิธีเจาะรูที่รองเท้าแล้วใช้ผ้าขาวม้าที่ตัดเป็นเส้น ๆ ร้อยเข้าไปแทนการใช้เชือกผูกรองเท้าแทนการเย็บ เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำรองเท้าผ้าขาวม้า

’ผ้าขาวม้ามีข้อเสีย คือชายผ้ามัก หลุดลุ่ยง่าย การวางลายจึงต้องวางให้ตรง ไม่บิดเบี้ยว โดยเทคนิคที่ช่วยทำให้ผ้าขาวม้าไม่ขาดลุ่ย คือให้นำผ้าไปเคลือบก่อนเพื่อทำให้อยู่ทรง“ ...เป็นคำแนะนำจากเจ้าของชิ้นงานรายนี้

สนใจงาน “รองเท้าผ้าขาวม้า” โทร. 08-1822-7561, 08-1880-2288 หรือชมสินค้าได้ที่ ร้านอิมปานิ ตลาดน้ำอัมพวา ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และที่ www.facebook.com/pakapa.phakaomah ทั้งนี้ ผ้าขาวม้าถือเป็นวัสดุหนึ่งที่มีการต่อยอด-ดัดแปลง เป็นชิ้นงานได้หลากหลาย ซึ่งชิ้นงานนี้เป็นอีกหนึ่ง “ช่องทางทำกิน” ที่ทำเงินจากวัสดุผ้าขาวม้า...

.....................................................................................

คู่มือลงทุน...รองเท้าผ้าขาวม้า

ทุนเบื้องต้น ประมาณ 20,000บาท

ทุนวัสดุ ประมาณ 30% จากราคา

รายได้ ราคา 590 บาทต่อคู่

แรงงาน 1 คนขึ้นไป

ตลาด กลุ่มผู้หญิง แหล่งท่องเที่ยว

จุดน่าสนใจ ทุนวัสดุต่ำ เพิ่มมูลค่าให้วัสดุ

สุรางค์รัตน์ เจนการ : เรื่อง/สุนิสา ธนพันธสกุล : ภาพ

credit by : http://www.dailynews.co.th/Content/Article/269572/‘รองเท้าผ้าขาวม้า’+เปลี่ยนเชย..เป็นเงิน!

Read More...


ปรับปรุง
รายการบทความทั้งหมด



การบำรุงรักษารถยนต์เบื้องต้น



ร้านค้าเคลื่อนที่ ใช้ รถบรรทุกขนาดเล็กมาดัดแปลง



รวมบทความอาชีพ เสริม หลากไอเดียวิธีหารายได้เสริม



รวมบทความงานฝีมือ-สิ่งประดิษฐ์ รายได้เสริม



ทองม้วน thong muan ; rolled wafer





MASK รุ่นสายคล้องคอ







MASK รุ่นสายคล้องคอ. ��รุ่นนี้เป็นที่นิยมใช้กันมาก #ขายดีมาก
ทำจากผ้าคอตตอนแท้ 100%  ไม่ผสม เนื้อผ้านุ่ม 
3 ชั้น. สวมใส่พอดีกับใบหน้า ไม่เจ็บหู มีสายคล้องคอปรับได้
เวลาถอดออก ไม่ต้องกลัวลืม เพราะถอดแล้วคล้องคอไว้ได้
บรรจุในถุงซิปฟรอย์อย่างดี
ราคาชิ้นละ. 59. บาท. ไม่รวมส่ง 
มีหลายสีให้เลือกนะคะ   สนใจทักแชทขอดูสีผ้าได้นะคะ
หน่วยงาน บริษัท ห้างร้าน หรือ สนใจสั่งไปจำหน่าย 
มีเรทราคาส่งค่ะ

-> id line : noeyhorm_06
#มีวางจำหน่ายหน้าร้านชานมไต้หวันมาราชาสาขาจรัญ44


ร้านมาราชาชานมไข่มุก สาขาจรัญสนิทวงศ์ 44
● รับบัตรสะสมครบ 10 แก้ว แลกรับฟรี 1 แก้ว
● สั่งเดลิเวอรีผ่าน LINE MAN, Foodpanda ,GET ...ถึงมือปั๊บพร้อมดื่มปุ๊บ!
● อัพเดทโปรโมชั่นใหม่ๆ รสชาติใหม่ ตลอดเวลา
● มีเมนูให้เลือก 40 กว่าเมนู : https://bit.ly/2Z9iqV0










































 
Blogger Tips and TricksLatest Tips And TricksBlogger Tricks
Do it your self,handmade,HandiCraft,งานฝีมือ,อาชีพเสริม,ช่องทางทำเงิน บล๊อกจัดทำขึ้นเป็นวิทยาทานเพื่อเผยแผ่ความรู้อันจะเป็นไปเพื่อบุญกุศล ขอให้ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในบทความของบล๊อกนี้ จงได้รับอานิสงฆ์ด้วยเทอญ.