หลากไอเดียวิธีหารายได้เสริม แนะนำการสร้างรายได้เสริมทำเงินด้วยการขายสินค้าหรือขายของเป็นอาชีพเสริม

ร้านค้าติดล้อเคลื่อนที่: ร้านค้าแนวใหม่ ไม่ต้องเซ็งร้าน ใช้รถบรรทุกขนาดเล็กมาดัดแปลง ทำเป็นร้านขายกาแฟ,ร้านฟาสฟู๊ดแบบไทยๆ,ร้านข้าวแกงเคลื่อนที่, ขายกล้วยทอดติดล้อ,เมนูด่วนบนครัวเคลื่อนที่,เคลื่อนย้ายเลือกทำเลค้าขายได้,ง่ายต่อการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าทุกระดับ,จัดหาสินค้าตรงกับความต้องการของตลาด  ชมตัวอย่าง ...
ขนมทองม้วน
ขนมทองม้วน สร้างรายได้
ขนมทองม้วน อาจจะมองเป็นขนมที่ธรรมดา มีขายทั่วไป แต่จริง ๆ ขนมท้องม้วนนั้นผุ้ทำจะต้องมีความอดทนมาก ยิ่งสมัยก่อนนั้นยังไม่มีพิมพ์ไฟฟ้าแบบสมัยใหม่นี้ ต้องปิ้งด้วยเตาถ่าน ซึ่งผู้ทำขนมจะร้อนมาก ใช้เวลาในการทำ ต้องพิถีพิถัน ในตัวขนม ทั้งสีของขนมต้องสม่ำเสมอกัน ผิวของขนมต้องสวย ซึ่งต้องอาศัยประสบการ์ณ ฉะนั้นขนมทองม้วนจึงไม่ธรรมดา ถ้าผู้ที่เคยได้สัมผัสก็จะรู้ สำหรับรสชาติของทองม้วนก็มีหลายรส หลายรูปแบบ แล้วแต่ผู้ผลิตจะคิดค้น สร้างสรรค์...ReadMore Click Here...
Drop Down MenusCSS Drop Down MenuPure CSS Dropdown Menu

ร่ม​กระดาษ​จิ๋ว​ ​ลด​ไซ​ส์ ​ราย​ได้​สวย​!​

ประดิษฐ์-งานฝีมือ อย่างเจ้าของงานฝีมือรายนี้ แม้จะยึดอาชีพนี้มาเกือบ 30 ปี แต่ก็ยังขายงานได้เรื่อย ๆ แม้ในยามเศรษฐกิจตกสะเก็ด เหตุเพราะรู้จักพัฒนาผลงานไม่ให้ย่ำอยู่กับที่ จนมี ช่องทางทำกิน ด้วยอาชีพทำ ร่มกระดาษ ขาย อย่างต่อเนื่อง


พลิกแพลง-ดัดแปลง เป็นคาถาศักดิ์สิทธ์สำหรับคนทำงานประดิษฐ์-งาน ฝีมือ อย่างเจ้าของงานฝีมือรายนี้ แม้จะยึดอาชีพนี้มาเกือบ 30 ปี แต่ก็ยังขายงานได้เรื่อย ๆ แม้ในยามเศรษฐกิจตกสะเก็ด เหตุเพราะรู้จักพัฒนาผลงานไม่ให้ย่ำอยู่กับที่ จนมี ช่องทางทำกิน ด้วยอาชีพทำ ร่มกระดาษ ขาย อย่างต่อเนื่อง


รำพึง ซื่อต่อวงษ์ เจ้าของงานประดิษฐ์หัตถศิลป์ร่มกระดาษ เล่าว่า ยึดอาชีพทำงานฝีมือนี้มาตั้งแต่ปี 2523 โดยเริ่มจากการทำร่มกระดาษขนาดใหญ่ ก่อนจะลดไซส์ ลดขนาดของร่มลงมาเรื่อย ๆ เนื่องจากมองเห็นช่องว่างการตลาด และมองเห็นโอกาสจากความต้องการของลูกค้าที่ต้องการสินค้าที่มีความสะดวกใน การพกพา จนกลายเป็นงานหัตถกรรมร่มกระดาษประยุกต์ในปัจจุบัน

เจ้าของงานฝีมือรายนี้เคยทำงานเป็นพนักงานบริษัทมาก่อน โดยใช้เวลาว่างหาความรู้เกี่ยวกับงานประดิษฐ์กระดาษเนื่องจากสนใจและชอบเป็น พิเศษ หลังฝึกหัดอยู่นานจนเชี่ยวชาญเทคนิคการทำร่มกระดาษ ก็ทดลองทำออกจำหน่าย ปรากฏว่าได้รับการตอบรับดี ต่อมาจึงลาออกจากงานประจำมาทำอาชีพนี้โดยตรง

เริ่มจากทำร่มกระดาษใหญ่ก่อน ต่อมาคิดว่าลูกค้าน่าจะอยากได้สินค้าขนาดเล็กลง เพื่อสะดวกในการซื้อ การพกพา และใช้เป็นของที่ระลึก จากนั้นก็พัฒนามาเรื่อย ๆ จนปัจจุบันนอกจากจะได้ลูกค้ากลุ่มของขวัญของที่ระลึกแล้ว ยังมีกลุ่มชอบสินค้ามงคล ซึ่งลูกค้าหลายรายซื้อไปเพราะถือเคล็ดว่า มีร่ม จะร่มเย็น


รำพึงบอกว่า ร่มใหญ่จะมีขั้นตอนมากกว่าร่มจิ๋ว ส่วนข้อแตกต่างระหว่างร่มกระดาษสา กับร่มกระดาษของเธอนั้น ร่มกระดาษสาจะทำจากกระดาษชิ้นเดียว ขณะที่ร่มของเธอเกิดจากการนำกระดาษหลายชิ้นมาต่อร้อยเข้าด้วยกัน และลวดลายร่มกระดาษสาจะเกิดจากการวาดหรือเพ้นท์ แต่ลวดลายร่มกระดาษของเธอเกิดจากกระดาษที่นำมาพับซ้อน โดยร่มกระดาษ 1 คันจะต้องใช้กระดาษประมาณ 60-90 ชิ้น ขึ้นกับแบบและขนาด

สินค้าของรำพึงในปัจจุบัน มีมากมายหลายแบบ ขึ้นอยู่กับกระดาษ แต่ขนาดหลัก ๆ จะมี 3 ขนาดคือ ขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 20 นิ้ว, ขนาดกลาง เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 นิ้ว และขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 นิ้ว ส่วนราคาขาย หากเป็นร่มกระดาษเดี่ยว เริ่มตั้งแต่ 60-600 บาท, ร่มกระดาษชุด 250-650 บาท โดยราคาจะสูงหรือต่ำขึ้นกับส่วนประกอบ องค์ประกอบที่ใช้ในการตกแต่ง
ทุนเบื้องต้นสำหรับการทำร่มกระดาษแบบนี้ เจ้าของงานบอกว่า ใช้ไม่มาก อยู่ที่ประมาณ 2,000-5,000 บาท ขณะที่ทุนวัตถุดิบหรือทุนวัสดุในการทำ อยู่ที่ประมาณ 60% ของราคาขาย

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้

กระดาษอาร์ทผิวมัน, ไม้กลึง (สำหรับใช้ทำด้ามร่ม), ไม้จิ้มผลไม้ (สำหรับใช้ทำก้านร่ม), กรรไกร, คัทเตอร์, ไม้บรรทัด, กาวใส, เอ็นใส และเข็มสำหรับร้อยเอ็น โดยสามารถหาซื้อได้ทั่วไป

ขั้นตอนการทำ ร่มกระดาษจิ๋ว

เริ่มจากนำกระดาษที่เลือกลายไว้มาทำการวัดขนาดตามต้องการ โดยการเลือกกระดาษจะพิจารณาจากลายก่อน หากทำ ร่มกระดาษจิ๋ว แบบลายดาว ก็ต้องนำกระดาษที่เลือกไว้มาตีตารางตามสเกลหรือขนาดที่ด้านหลัง วัดให้แต่ละจุดห่างกันราว 1 มิลลิเมตร เพื่อให้เกิดช่องไฟระหว่างตัวร่ม

จากนั้นทำการตัดกระดาษตามตารางที่ได้วาดไว้ โดยการทำร่มกระดาษ 1 คันจะใช้กระดาษ (ขนาดมาตรฐานกระดาษห่อของขวัญ) ประมาณ 5-10 แผ่น เมื่อได้กระดาษเป็นแผ่น ๆ แล้ว ให้นำมาทำการพับทบเฉียงเข้าด้วยกัน โดยแต่ละแผ่นพับประมาณ 4 ทบ เมื่อพับได้ครบตามจำนวนที่ต้องการแล้ว นำมาทำการเจาะรู

ขั้นต่อไป ทำการเย็บเส้นเอ็นที่ด้านบนสุดของกระดาษ เพื่อร้อยกระดาษเข้ารวมกันเป็นตัวร่ม โดยขั้นตอนนี้จำเป็นต้องระมัดระวัง และต้องใช้ความชำนาญในการดึงเส้นเอ็น เพราะหากดึงแรง หรือดึงเบาไป จะทำให้ทรงของร่มไม่งุ้มโค้งได้รูปอย่างที่ต้องการ

ขั้นตอนการประกอบด้ามร่ม โดยทำการติดด้ามร่มด้วยการเสียบด้ามร่มที่ทำจากไม้กลึง โดยแทงจากด้านบนของร่มลงมา จากนั้นทำการอัดกาวใสด้านในของตัวร่ม ทิ้งไว้ให้แห้งสนิทโดยใช้เวลาประมาณ 1 วัน จากนั้นนำไม้จิ้มผลไม้ที่เตรียมไว้ ซึ่งผ่านขั้นตอนการเหลา และย้อมสีมาเรียบร้อยแล้ว มาติดบริเวณส่วนปลายด้านล่างของร่มด้วยกาวใสเพื่อทำเป็นก้านร่ม ทิ้งไว้ให้แห้ง เมื่อแห้งดีแล้วจึงนำมาประกอบเข้ากับวัสดุตกแต่งอื่น ๆ ตามไอเดีย เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ “ร่มกระดาษจิ๋ว”

ประสบการณ์จากการทำอาชีพนี้มาเกือบ 30 ปี พูดได้เลยว่าถ้ามีไอเดีย มีความคิดสร้างสรรค์ ขยันพัฒนางานอยู่เรื่อย ๆ ได้ตังค์ใช้ต่อเนื่องแน่นอน เจ้าของงานประดิษฐ์ร่มกระดาษบอก
ใครสนใจผลงาน ร่มกระดาษ ของรำพึง ที่มีทั้งแบบจิ๋วและไม่จิ๋ว ติดต่อได้ที่ กลุ่มหัตถกรรมร่มกระดาษคันนายาว เลขที่ 53 ถนนรามอินทรา แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กรุงเทพฯ โทร.08-3884-0765, 08-7996-2163 หรือใครสนใจอยากจะฝึกหัดทำ ก็ลองสอบถามกันได้โดยตรง

คู่มือลงทุน ร่มกระดาษจิ๋ว
ทุนเบื้องต้น 2,000-5,000 บาท
ทุนวัสดุ ประมาณ 60% ของราคา
รายได้ ราคาคันละ 60-650 บาท
แรงงาน 1 คนขึ้นไป
ตลาด แหล่งท่องเที่ยว, ร้านของที่ระลึก
จุดน่าสนใจ ลงทุนไม่สูง, ลูกค้ามีหลายกลุ่ม
ที่มา : เดลินิวส์

Read More...


งานประดิษฐ์ กะลามะพร้าว

งานประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติ อย่างเช่น งานประดิษฐ์จากกะลามะพร้าว จะมีมานานแล้ว แต่ก็มีคนต่อยอดพัฒนาจนเกิดเป็นสินค้าหลากหลายได้อย่างต่อเนื่อง ยิ่งถ้าคนทำรู้จักวิเคราะห์ตลาด ปรับรูปแบบ ตั้งราคาให้เหมาะสม ชิ้นงานก็จะยิ่งได้รับความสนใจ


แม้งานประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติอย่างเช่น งานประดิษฐ์จากกะลามะพร้าว จะมีมานานแล้ว แต่ก็มีคนต่อยอดพัฒนาจนเกิดเป็นสินค้าหลากหลายได้อย่างต่อเนื่อง ยิ่งถ้าคนทำรู้จักวิเคราะห์ตลาด ปรับรูปแบบ ตั้งราคาให้เหมาะสม ชิ้นงานก็จะยิ่งได้รับความสนใจ อย่างรายที่ ช่องทางทำกิน จะนำเสนอวันนี้…

เดชา สนธินุช เป็นเจ้าของงานจากกะลามะพร้าวหลากหลายไอเดีย เจ้าของผลงานเล่าว่า เดิมทำอาชีพเป็นช่างจิวเวลรี่นานกว่า 15 ปี ต่อมาเริ่มรู้สึกเบื่อ อิ่มตัว อยากจะทำจับธุรกิจเล็ก ๆ สักอย่าง โดยมองไป ที่งานประดิษฐ์ ของตกแต่ง เนื่องจากมีความชำนาญด้านงานช่าง-งานฝีมืออยู่แล้ว และก็สนใจชิ้นงานจากวัสดุ กะลามะพร้าว เพราะมองว่าเป็นวัสดุที่มีราคาถูก หาง่าย มีอยู่ทั่วไป จึงเริ่มทดลองทำมาตั้งแต่ ปี 2548

ระยะแรกผลงานของเขาจะเน้นไปที่ชิ้นงานขนาดใหญ่ เน้นความเป็นศิลปะไทย อาทิ งานรูปสัตว์ป่าหิมพานต์, พระพุทธรูป ต่อมาคิดว่าน่าจะทำงานที่มีขนาดเล็กลงมา และมีรูปแบบน่ารัก มีสไตล์การ์ตูนนิด ๆ ให้ดูน่ารัก เพื่อตามใจตลาดดูบ้าง อาทิ ตุ๊กตากบ, หนอน, ปลาทอง และงานโมบาย รวมถึงงานโคมไฟ ทั้งแบบตั้งโต๊ะ และแบบแขวนห้อยเพดาน ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งที่ลดขนาดชิ้นงานก็คือ เพื่อลดระยะเวลาในการผลิตงานให้น้อยลง เนื่องจากงานชิ้นใหญ่บางชิ้นต้องใช้เวลาในการทำไม่น้อยกว่า 5 เดือน

งานชิ้นใหญ่มีรายละเอียดซับซ้อน ต่อมาคิดว่าน่าจะเพิ่มสินค้าสไตล์อื่นดูบ้าง เพื่อขยายกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้น และลดขนาดชิ้นงานให้เล็กลงมา เพื่อที่จะสามารถขายงานได้มากชิ้นขึ้น จึงกลายเป็นรูปแบบในปัจจุบัน คือเปลี่ยนจากงานเน้นรายละเอียด มาเป็นงานตลาดดูบ้าง ก็ทำให้มีลูกค้ามากขึ้น โดยสินค้าจะขายดีมากในช่วงปลายปี หรือใกล้ปีใหม่ แต่โดยรวมก็สามารถขายได้ทั้งปี เพราะแหล่งที่ขายประจำอยู่ที่ตลาดบางน้ำผึ้ง พระประแดง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยว เจ้าของผลงานกล่าว

รูปแบบของสินค้า เขาบอกว่าสามารถต่อยอดทำไปได้ เรื่อย ๆ ไม่มีตัน โดยปัจจุบันสินค้าที่ทำนั้นมีอยู่มากมายหลายสิบแบบ โดยที่ขายดีที่สุดจะเป็นงานประเภทตุ๊กตาตั้งโต๊ะ และ งานโมบายสำหรับแขวน โดยราคาสินค้าเริ่มตั้งแต่ชิ้นละ 120 บาท จนถึง 30,000 บาท ขึ้นกับขนาด ความยากง่าย และรายละเอียดของชิ้นงาน
ทุนเบื้องต้นสำหรับการทำงานประเภทนี้ ใช้เงินลงทุนครั้งแรกประมาณ 10,000 บาท โดยต้นทุนจะลดลงอีกหากผู้ทำมีอุปกรณ์บางชิ้นอยู่แล้ว ส่วนทุนวัสดุต่อชิ้นจะอยู่ที่ประมาณ 40% ของราคาที่ตั้งขาย

อุปกรณ์เครื่องมือที่จำเป็น

มีสว่านไฟฟ้า, เลื่อยฉลุ, เลื่อยแท่น, เครื่องขัดเจีย, ปืนยิงกาวร้อน และอุปกรณ์สำหรับงานไม้ ส่วนวัสดุที่ต้องใช้หลัก ๆ ก็มี กะลามะพร้าว, ไม้สนนอก, กาวร้อน, กระดาษทราย

ขั้นตอนการทำ

เริ่มที่เตรียมกะลามะพร้าว เริ่มจากนำมะพร้าวมาปอกเปลือก และเจาะเอาน้ำด้านในออกให้หมด จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 1 วันให้เนื้อด้านในล่อน จึงใช้มีดแคะออกมา การเลือกกะลาที่เหมาะจะนำมาใช้งานนั้น ให้เลือกใช้กะลาที่มีความหนาพอสมควร เลือกที่มีความโค้งไม่มาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบงาน
เมื่อได้กะลาที่มีขนาดและรูปทรงตามต้องการแล้ว ลำดับต่อมาให้นำกะลามะพร้าวที่ได้มาทำการขัดผิวให้เรียบด้วยเครื่องขัดหรือ เครื่องเจีย จากนั้นสำรวจและจัดการให้เรียบร้อยอีกทีด้วยกระดาษทราย เพื่อขจัดเศษเสี้ยน จากนั้นนำกะลามาผ่าซีกหรือตัดให้ได้ตามชิ้นส่วนของแบบที่เลือกไว้ โดยอาจจะตัดเป็นชิ้นส่วนไว้ทีเดียวพร้อมกัน แล้วจึงค่อยนำมาประกอบภายหลัง

เมื่อได้ส่วนประกอบแล้ว ก็ให้นำไม้สนนอกมาเหลาเพื่อทำเป็น “สลักยึด” ใช้แทนตะปู โดยอาจทำไว้ทีเดียวหลาย ๆ ขนาดเหมือนกับขั้นตอนการทำชิ้นส่วน จากนั้นเมื่อได้ส่วนประกอบและสลักยึดครบแล้วก็นำมาประกอบ ขึ้นรูปตามแบบที่ต้องการ เริ่มจากส่วนฐานและลำตัวก่อน โดยใช้กาวร้อนและไม้สนนอกที่เหลาเป็นสลักเป็นตัวยึด และเชื่อมในส่วนต่าง ๆ หากต้องการตกแต่งก็อาจใช้เศษกะลาที่เหลือตกแต่ง จากนั้นตั้งทิ้งไว้ให้กาวแห้งสนิท เมื่อแห้งสนิทดีแล้วก็ทำการลงแล็กเกอร์เคลือบผิว ปล่อยทิ้งให้แห้ง เป็นอันเสร็จขั้นตอน

ใครสนใจ งานประดิษฐ์จากกะลามะพร้าว ของเดชา ติดต่อได้ที่ เลขที่ 57 หมู่ 10 ต.บางยอ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ โทร.08-6076-1638 ส่วนใครที่สนใจอยากจะฝึกหัดทำ หรืออยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถสอบถามกับเจ้าของงานได้โดยตรง.
ที่มา : เดลินิวส์

Read More...


"ด็อกเตอร์ซองส์" เสริมสวยเมนูสะเต๊ะ-หมูปิ้ง ชูมาตรฐานโลก ปูพรมแฟรนไชส์

 
ยอดศักดิ์ อภิชาตวรศิลป์ เจ้าของธุรกิจ 


       เมนูหมูสะเต๊ะและหมูปิ้ง ซึ่งคุ้นปากคนไทยเป็นอย่างดี ถูกหยิบมาแต่งตัวใหม่ในรูปแบบแฟรนไชส์ “ด็อกเตอร์ซองส์” (Dr.Song’s) โชว์จุดเด่นสะอาด และปลอดภัยผลิตในมาตรฐานระดับสากล ขณะที่วางระบบคุ้มคุณภาพตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ตั้งเป้ากระจาย 5,000 สาขาใน 2 ปี พร้อมอัดงบ 30 ลบ. แจ้งเกิดแบรนด์


       ยอดศักดิ์ อภิชาตวรศิลป์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท ฟูดเบลสซิ่ง (1988) จำกัด เผยว่า บริษัทดำเนินธุรกิจด้านอาหารแปรรูป และซอสปรุงรส มากว่า 20 ปี มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 50 ชนิด โดยเป็นทั้งผู้ผลิตให้แบรนด์ยักษ์ใหญ่ (OEM) และขายภายใต้แบรนด์ตัวเอง รวมถึง ส่งออกต่างประเทศ มียอดขายประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี

       ทั้งนี้ มองโอกาสขยายธุรกิจ เนื่องจากปัจจุบันมนุษย์เงินเดือนจำนวนมาก อยากมีอาชีพสองไว้เป็นรายได้เสริม หรืออยากมีธุรกิจของตัวเอง รวมถึง คนอีกจำนวนมากอยากลงทุนทำธุรกิจแทนที่เอาเงินไปฝากธนาคารซึ่งดอกเบี้ยต่ำมาก เมื่อจับความต้องการดังกล่าว ประกอบกับเห็นว่าบริษัทมีความพร้อมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ โรงงานผลิต เทคโนโลยี และบุคลากร จึงคิดขยายธุรกิจแฟรนไชส์หมูสะเต๊ะ และหมูปิ้ง ในชื่อ DR.Song’s
       



        “ผมมองว่า เมนูหมูสะเต๊ะ และหมูปิ้ง เป็นเมนูที่คนทั่วไปคุ้นเคยอยู่แล้ว เป็นได้ทั้งอาหารหลักและกินเล่น ซื้อง่ายขายคล่อง นอกจากนั้น ในท้องตลาดมีคู่แข่งไม่มากนัก และยิ่งเจาะจงที่เป็นสินค้าเกรดบนผลิตสะอาดได้มาตรฐาน แทบจะไม่มีคู่แข่งโดยตรงเลย” 

ยอดศักดิ์ ให้เหตุผลที่เลือกเมนูดังกล่าวมาทำแฟรนไชส์
 

ชุดหมูปิ้ง 70 บ. ประกอบด้วยหมู 10 ไม้ และข้าวเหนียว 1 ห่อ
**คุ้มดูแลคุณภาพต้นทางถึงปลายทาง

       อย่างไรก็ตาม แฟรนไชส์รูปแบบรถเข็นลงทุนไม่สูงนัก แทบทุกรายในประเทศไทย ล้วนเจอปัญหาคล้ายกันคือ ไม่สามารถดูแลคุณภาพให้เท่าเทียมกันได้ทั้งหมด
       

       ประเด็นดังกล่าว ยอดศักดิ์ระบุว่ารับรู้อย่างดี และเตรียมแผนรองรับไว้แล้ว โดยแฟรนไชส์ Dr.Song’s จะใช้ระบบดูแลตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง กล่าวคือ 1.เข้มงวดคัดกรองผู้จะมาเป็นเครือข่ายธุรกิจ ต้อง มีความพร้อมในหลายๆ ด้าน เช่น วุฒิภาวะ การศึกษา และทุน อีกทั้ง ส่งเสริมให้เป็นผู้บริหารร้านว่าจ้างพนักงานขายแทนที่จะลงไปขายด้วยตัวเอง ซึ่งวิธีนี้จะช่วยกรอกผู้ลงทุนได้ระดับหนึ่ง

 ปลายไม้ติดโลโก้ ป้องกันปลอมสินค้า         

2.วัตถุดิบเกือบทั้งหมดต้องรับจากส่วนกลางเท่านั้น (ยกเว้นแตงกวา พริก และหอมแดง กับเนยใช้ทาระหว่างย่าง) ไม่ว่าจะเป็นหมูเสียบไม้ น้ำจิ้ม อาจาด ข้าวเหนียว ถุงหิ้ว และถ่านไม้ ซึ่งกฎดังกล่าวถือเป็นหัวใจของธุรกิจ เพราะวัตถุดิบทั้งหมดได้มาตรฐานส่งออก ผลิตในโรงงาน GMP , HACCP ฯลฯ โดยมีเครื่องหมายการค้าของบริษัทกำกับ ทำให้คุมคุณภาพสินค้าได้ง่าย ผู้ขายเพียงแค่แกะซอง แล้วอุ่นร้อนสามารถขายได้ทันที เช่น เนื้อหมูคัด เฉพาะเนื้อสันนอกกับสะโพกในส่วนที่ไม่มีมัน โดยเป็นหมูที่เลี้ยงในฟาร์มปิด นำมาหมักสำเร็จรูปด้วยซอสแล้วเสียบไม้ที่ฆ่าเชื้อ ซึ่งปลายไม้มีโลโก้ Dr.Song’s ติดไว้ป้องกันสินค้าเลียนแบบ แล้วบรรจุในซองของบริษัทอีกชั้นหนึ่ง สามารถเก็บในอุณหภูมิปกติได้ 6 เดือนถึง 1 ปี ผู้ขายจึงไม่ต้องกังวลการเน่าเสียหากขายไม่หมด
       

 

        และ 3.ทางบริษัทมีสัญญาครอบคลุมชัดเจน อีกทั้งข้อมูลทุกๆ อย่างจะถูกเก็บบันทึกให้ระบบคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้น จะส่งทีมตรวจสอบคุณภาพสม่ำเสมอ และหากมีสาขาใด จงใจผิดสัญญาจะยืดเคาน์เตอร์คืนทันที และในรายที่ผิดสัญญาอย่างร้ายแรงจะดำเนินคดีฟ้องร้องตามกฎหมาย

       **แจงกติกาลงทุนธุรกิจ

       เจ้าของธุรกิจ อธิบายถึงหลักเกณฑ์ในการลงทุน หากต้องการเฉพาะเมนูหมูสะเต๊ะ ลงทุน 25,000 บาท ได้รับเคาน์เตอร์ พร้อมอุปกรณ์เสริมพร้อมขาย เช่น ตู้แช่ เตาปิ้งที่ให้เลือกระหว่างเตาไฟฟ้า หรือเตาถ่าน (ตามความเหมาะสมของสถานที่ขาย) หากต้องการเสริมเมนูหมูปิ้งข้าวเหนียว เพิ่มเงินลงทุนอีก 10,000 บาทเป็น 35,000 บาท
       

       ทั้งนี้ บริษัทจะส่งวัตถุดิบให้ สำหรับเมนูหมูสะเต๊ะ ชุดละ 45 บาท ประกอบด้วยหมู 10 ไม้ น้ำจิ้ม และอาจาด ส่วนหมูปิ้ง ชุดละ 50 บาท ประกอบด้วยหมู 10 ไม้และข้าวเหนียว กำหนดให้ขายปลีกที่ชุดละ 65 บาท และ70 บาทตามลำดับ ซึ่งราคานี้ ผู้ลงทุนจะมีกำไรประมาณ 1.78 บาทต่อไม้ ควรขายได้วันละไม่ต่ำกว่า 50 ชุด (500 ไม้) จะมีรายรับ 890 บาทต่อวัน หรือเดือนละ 26,700 บาท หลังหักค่าพนักงานและค่าเช่าสถานที่แล้ว จะเหลือกำไรสุทธิประมาณ 15,000-18,000 บาท สามารถคืนเงินลงทุนได้ภายใน 1-2 เดือน

 
ย่างด้วยเตาไฟฟ้า ไม่เกิดควันมาก สามารถขายในห้องแอร์ได้      

**ตั้งเป้ากระจาย 5,000 สาขา

       ยอดศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับราคาปลีกที่เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ไม้ละ 6.5-7 บาทนั้น จากการสำรวจตลาด ลูกค้าเป้าหมายยอมรับราคานี้ได้ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ผู้ลงทุนมั่นใจในความสำเร็จ เบื้องต้นบริษัทจะเริ่มวางสาขาของตัวเองก่อนไว้เป็นร้านต้นแบบ จำนวน 20 จุด ในทำเลเป้าหมาย ได้แก่ ในศูนย์อาหารตามห้างสรรพสินค้า โรงเรียนเอกชน มหาวิทยาลัย ปั๊มน้ำมัน และย่านท่องเที่ยว กำหนดเปิดร้านพร้อมกันในวันที่ 1 สิงหาคม 2552
       

       ทั้งนี้ วางเป้าว่า จะขยายสาขาทั้งหมด 5,000 จุดทั่วประเทศ ภายในเวลา 2 ปี ซึ่งจากที่บริษัทได้ทดสอบตลาดโดยออกงานแสดงสินค้า มีผู้สนใจยื่นความจำนงแล้วกว่า 500 จุด ซึ่งจะทยอยเปิดตามๆ กันไป และเพื่อให้ผู้ลงทุนทุกรายประสบความสำเร็จ บริษัทจะทำประชาสัมพันธ์ต่อเนื่อง ทั้งทางหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และวิทยุ ให้ผู้บริโภคได้รู้จักสินค้าและคุ้นเคยกับแบรนด์ สำรองงบส่วนนี้ไว้ที่ 30 ล้านบาทในระยะเวลา 2 ปี
       

 
ข้าวเหนียวบรรจุสำเร็จรูป เพียงอุ่นร้อนเปิดกินได้ทันที
แฟรนไชส์ Dr.Song’s

ลงทุน
-เฉพาะเมนูหมูสะเต๊ะ ลงทุน 25,000 บาท หากเพิ่มเมนูหมูปิ้ง เป็น 35,000 บาท
-รับวัตถุดิบกึ่งสำเร็จแทบทั้งหมดจากส่วนกลาง ราคาส่งหมูสะเต๊ะชุดละ 45 บาท หมูปิ้งชุดละ 50 บาท
-ราคาขายปลีก หมูสะเต๊ะชุดละ 65 บาท หมูปิ้งชุดละ 70 บาท กำไรสุทธิเฉลี่ย 1.78 บาทต่อไม้
ข้อดี
-บริษัทแม่มีพื้นฐานพร้อม ทั้งด้านการผลิต และการตลาด
-มีระบบช่วยเหลือผู้ลงทุน เช่น จัดอบรมพนักงานขาย ทีมที่ปรึกษาพิจารณาทำเล สำรองงบ ประชาสัมพันธ์ 30 ล้านบาทในระยะเวลา 2 ปี เป็นต้น
ข้อพึ่งระวัง
-ยังไม่มีร้านต้นแบบ ทำให้ประเมินปัจจัยเสี่ยง หรืออัตราล้มเหลวได้ยาก
-ในอนาคตอาจเกิดโรคระบาดใหม่ที่มาจากสัตว์ กระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภค
ติดต่อ โทร.0-2711-3588 ,0-2391-2505 หรือwww.foodblessing.com/satae.html

Read More...


‘ตุ้มหูกะลา’ เพิ่มมูลค่าด้วย...งานเพนท์!!!


 ตลาดงานฝีมือถือเป็นตลาดใหญ่ที่มีคู่แข่งในตลาดมาก ซึ่งถ้าหากต้องการทำชิ้นงานให้ยืนระยะอยู่รอดได้ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง เช่นนี้ ก็จำเป็นจะต้องรู้จักคิด รู้จักพัฒนาไอเดีย และทำให้ชิ้นงานโดดเด่นไม่ซ้ำใครซึ่งถ้าทำได้ โอกาสอยู่รอดก็มีสูง และถ้าหากเพิ่มเติมมูลค่าให้สินค้า ด้วยการนำเทคนิคต่าง ๆ เข้ามาผสมผสาน ก็จะยิ่งดี...

จิรายุ บัวชัย และ นิภาพร แซ่เฮ้ง เป็นเจ้าของชิ้นงาน ที่เปิดร้านจำหน่ายตุ้มหูกะลาอยู่ในตลาดนัดสวนจตุจักร โดยก่อนหน้าที่จะมายึดอาชีพผลิตงานฝีมือดังกล่าวนี้ ทั้งคู่เคยทำงานเป็นพนักงานบริษัท ก่อนจะลาออก และหันมาเปิดร้านจำหน่ายสินค้างานฝีมือ โดยระยะแรกเป็นการรับสินค้าคนอื่นมาจำหน่ายต่อ ก่อนที่จะมาผลิตชิ้นงานที่เป็นผลงานของตัวเองขึ้นในภายหลัง โดยหันมายึดอาชีพทำงานตุ้มหูจากกะลามะพร้าวที่ว่านี้มาได้ประมาณ 4-5 ปีแล้ว...

จิรายุ เล่าว่า เกิดไอเดียในการนำวัสดุธรรมชาติ อย่างเช่นกะลาที่ว่านี้มาพัฒนาเป็นสินค้างานฝีมือ หลังจากที่มีโอกาสได้พบเห็นงานฝีมือหลายชนิดที่ผลิตจากวัสดุที่ว่านี้ โดยหลังจากหาข้อมูล รวมทั้งทดลองฝึกหัดทำจนมีความชำนาญมากขึ้น จึงเริ่มผลิตงานตุ้มหูกะลาเพื่อจำหน่าย โดยนอกจากชิ้นงานที่ทำขึ้นมานั้น จะมีวางขายอยู่ที่ร้านในตลาดนัดสวนจตุจักร โครงการ 15 ซอย 10/2 ห้อง 026 แล้ว ก็ยังทำการเปิดหน้าร้านออนไลน์ผ่านช่องทางอย่างเฟซบุ๊ก ในชื่อ www.facebook.com/pages/ตุ้มหูกะลาเพนท์-palakle ไว้ให้ลูกค้าใช้ติดต่อได้อีกช่องทางหนึ่งด้วย

สำหรับงานตุ้มหูกะลาที่ทำขึ้นนั้น นอกจากจะมีจุดเด่นที่การนำเอาเรื่องของวัสดุธรรมชาติที่หาได้ง่าย และราคาไม่แพงมาใช้แล้ว ก็ยังมีจุดขายอยู่ที่การนำเอาเทคนิคลงสี และการวาดลาย ที่เรียกว่า การเพนท์ เข้ามาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับชิ้นงานอีกด้วย เพื่อสร้างความโดดเด่น และช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า จนกลายเป็นสินค้าที่น่าสนใจอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

’สินค้าที่ทำนั้น นอกจากจะมีจุดขายอยู่ที่การ นำวัสดุธรรมชาติที่หาได้ง่ายมาใช้แล้ว ยังนำเอาเรื่องของการเพนท์ การลงสี และการวาดลายเข้ามาประกอบใช้ด้วย เพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับชิ้นงาน และเพื่อให้ลูกค้าจำชิ้นงานได้ดียิ่งขึ้น“ จิรายุ กล่าว

ทุนเบื้องต้น ใช้เงินลงทุนประมาณ 50,000 บาท ทุนวัสดุ อยู่ที่ 60% จากราคา ซึ่งราคาขายอยู่ที่คู่ละ 35-50 บาท

วัสดุอุปกรณ์ ประกอบด้วย กะลา, สีอะคริลิก, พู่กัน, แล็กเกอร์, แป้นตุ้มหู, กาวร้อน, เครื่องฉลุลาย, เครื่องเจีย (สำหรับใช้ขัดผิวกะลา), และเครื่องเจาะ (สำหรับใช้เจาะกะลา) ทั้งนี้ วัสดุหลักอย่างกะลามะพร้าวนั้น จะใช้วิธีซื้อเหมาจากโรงงาน ส่วนแป้นตุ้มหูจะเน้นใช้แป้นพลาสติก เพื่อให้ลูกค้าที่แพ้วัสดุประเภทโลหะ ก็ยังสามารถสวมใส่ตุ้มหูได้

 
ขั้นตอนการทำ เริ่มจากการทำความสะอาดกะลา โดยใช้เครื่องเจียขัดด้านในกะลา เพื่อขจัดสิ่งสกปรกจำพวกขุยมะพร้าว และเนื้อมะพร้าว ที่ติดอยู่ในกะลาออกให้หมดเสียก่อน ใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดฝุ่นผง ทั้งนี้ ไม่ควรนำกะลาไปล้างนํ้า เพราะถ้าผึ่งกะลาไม่แห้ง ความชื้นที่สะสมอาจทำให้เกิดเชื้อราขึ้นที่กะลามะพร้าวได้

เมื่อทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ให้นำกะลามาวางลงบนเครื่องเจาะ จากนั้นทำการ เจาะกะลาเพื่อขึ้นรูปทรงกลม เมื่อได้แล้วให้นำมาตัดด้วยเครื่องเจียเพื่อสร้างรูปทรงต่าง ๆ ให้กับตุ้มหู คือ รูปดาวห้าแฉก วงรี สามเหลี่ยม และรูปหยดนํ้า เสร็จแล้วนำตุ้มหูมาขัดด้วยเครื่องขัด ก่อนที่จะใช้กระดาษทรายทำการขัดอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้ได้ผิวที่เรียบมากขึ้น ใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดฝุ่นผงอีกครั้ง

ขั้นตอนต่อไปเป็นการลงสีหรือการเพนท์ ให้ใช้พู่กันจุ่มสีอะครีลิก ทำการวาดลวดลายลงไปบนผิวของตุ้มหูกะลา ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง จากนั้นเคลือบเงาด้วยแล็กเกอร์ และนำแป้นตุ้มหูมาติดกับตุ้มหู เชื่อมให้ติดกันด้วยกาวร้อน ปล่อยทิ้งให้กาวแห้งสนิท ทำการสำรวจ ความเรียบร้อยของชิ้นงาน ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำงานตุ้มหูกะลาเพนท์

’ขั้นตอนมีไม่มาก แต่ต้องใจเย็น และต้องใช้ความประณีต เพราะวัสดุอย่างกะลา แม้จะดูแข็งแรง แต่หากตัดหรือเจาะไม่ดี หรือทำแรงไป ก็อาจจะเกิดความเสียหาย ทำให้ชิ้นงานแตกหัก ไม่สมบูรณ์ได้เช่นกัน“ จิรายุ กล่าว

สนใจงาน ’ตุ้มหูกะลา“ โทร. 08-9476-7247 หรือติดต่อได้ตามช่องทางของร้านดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งงานตุ้มหูกะลาที่สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยงานเพ้นท์นี้ก็เป็นอีกหนึ่งชิ้น งานเกี่ยวกับเครื่องประดับที่สามารถใช้เป็น ’ช่องทางทำกิน“ ได้อย่างน่าสนใจ...

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : เรื่อง / ภานุพงศ์ พนาวัน : ภาพ

credit by :  http://www.dailynews.co.th/Content/Article/234577/‘ตุ้มหูกะลา’+เพิ่มมูลค่าด้วย...งานเพนท์!!!

Read More...


วิธีทำงานพับกระดาษรูปหงส์

         

งานประดิษฐ์ของเดือนนี้ หากใครมีกระดาษสวยงามต่างๆ  หรือแม้แต่กระดาษห่อของขวัญที่ไม่ได้ใช้แล้ว อย่าทิ้งนะคะ คุณๆสามารถนำกระดาษมาตัดให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำมาพับประกอบกันเป็นตัวหงส์เพื่อใช้ใส่ของ หรือถ้าใครทำได้สวยงามมากๆ ก็นำไปเป็นของชำร่วยได้เลยค่ะ     งานนี้อาจจะต้องใช้ฝีมือและความพยายามสักหน่อยนะคะ แต่ทีมงานเราก็เชื่อว่าไม่น่าจะเกินความสามารถของทุกท่านไปได้   มาดูขั้นตอนและวิธีทำกันเลยค่ะ
สิ่งที่ต้องเตรียม



1.กระดาษห่อของขวัญแบบละสีต่างๆ
2.กาวลาเท็กซ์
3.ไม้บรรทัด
4.กรรไกร คัตเตอร์
5.ลูกตาพลาสติก 1 คู่
6.ดินสอ
7.ไม้ไอติม


ขั้นตอนการทำ         (คลิกหัวข้อที่ต้องการเพื่อไปที่หัวข้อนั้นอย่างรวดเร็ว)
1.ขั้นตอนการประกอบตัวหงส์
2.ขั้นตอนการเข้าอกหงส์
3.ขั้นตอนการเข้าปีกหงส์
4.ขั้นตอนการเข้าหางหงส์
5.ขั้นตอนการเข้าคอหงส์
6.ขั้นตอนการเข้าปากและติดตาหงส์
         

วิธีทำ







1. นำไม้บรรทัดมาวัดความกว้างและความยาวของกระดาษแต่ละชิ้นให้ได้ 3 x 5.5 ซม.







2.ใช้กรรไกรหรือคัตเตอร์ตัดกระดาษแต่ละชิ้นออกมา (กระดาษ 1 แผ่น ตัดเป็นชิ้นเล็กๆได้ 207 ชิ้น หงส์หนึ่งตัวใช้กระดาษในการพับทั้งสิ้น 297 ชิ้น)








3. พับกระดาษตามยาวลงมาครึ่งหนึ่งรีดกระดาษให้เรียบ








4. พับกระดาษเข้าหากันรีดกระดาษให้เรียบ







5. พับกระดาษด้านซ้ายให้อยู่ตรงกลางรีดกระดาษให้เรียบ







6. พับกระดาษด้านขวาให้อยู่ตรงกลางรีดกระดาษให้เรียบ







7. กลับกระดาษอีกด้าน







8. พับมุมกระดาษด้านขวารีดให้เรียบ







9. พับมุมกระดาษด้านซ้ายรีดให้เรียบ







10. พับกระดาษด้านขวาเข้าหากันรีดให้เรียบ







11. พับกระดาษด้านซ้ายเข้าหากันรีดให้เรียบ







12. พับกระดาษด้านขวาและซ้ายเข้าหากันก็จะได้ดังภาพ คือ ด้าน A







13. พับกระดาษด้านขวาและซ้ายเข้าหากันก็จะได้ดังภาพ คือ ด้าน B







14. สรุปขั้นตอนการพับหงส์กระดาษ







15. พับกระดาษเสร็จแล้วนำมาเสียบกระดาษต่อ ๆ กันดังภาพ







16. 1 แถว ใช้กระดาษพับแล้ว 24 ชิ้น






1. ขั้นตอนการประกอบตัวหงส์







1. นำกระดาษที่พับเสร็จแล้วเอาด้าน A มา 2 ชิ้น







2. นำกระดาษอีก 1 ชิ้นทากาวเข้าไปในช่องทั้ง 2 ด้าน








3. นำกระดาษที่ทากาวเสร็จแล้วมาเสียบกระดาษตรงกลางด้าน A 2 ชิ้น เข้าหากัน








4. นำกระดาษอีก 1 ชิ้นจับคู่กันดังภาพ







5. นำกระดาษที่ทากาวเสร็จแล้วมาเสียบตรงกลางเข้าหากัน







6. ทำอย่างนี้เหมือนกันจนครบ 2 ชั้น
ชั้นที่ 1 ใช้กระดาษ 24 ชิ้น
ชั้นที่ 2 ใช้กระดาษ 24 ชิ้น
ก็จะได้ฐานของลำตัวหงษ์ ด้าน A 2 ชั้น








7. ชั้นที่ 3 ใช้กระดาษ 24 ชิ้น นำกระดาษด้าน B ทากาวเสียบสับหว่างให้ครบชั้น







8. ชั้นที่ 4 ใช้กระดาษ 24 ชิ้น นำกระดาษด้าน B ทากาวเสียบสับหว่างให้ครบชั้น







9. ชั้นที่ 5 ใช้กระดาษ 24 ชิ้น
ชั้นที่ 6 ใช้กระดาษ 24 ชิ้น
ชั้นที่ 7 ใช้กระดาษ 24 ชิ้น
ชั้นที่ 8 ใช้กระดาษ 24 ชิ้น
นำกระดาษด้าน B ทากาวเสียบสับหว่างให้ครบชั้น








10. เสร็จแล้วค่ะชั้นที่ 8 ก็จะได้ขั้นตอนประกอบตัวหงส์ดังภาพ





2. ขั้นตอนการเข้าอกหงส์







1. ชั้นที่ 1 ใช้กระดาษ 8 ชิ้น นำกระดาษด้าน B ทากาวเสียบสับหว่างให้ครบชั้น







2. ชั้นที่ 2 ใช้กระดาษ 7 ชิ้น
ชั้นที่ 3 ใช้กระดาษ 6 ชิ้น
ชั้นที่ 4 ใช้กระดาษ 5 ชิ้น
ชั้นที่ 5 ใช้กระดาษ 4 ชิ้น
ชั้นที่ 6 ใช้กระดาษ 3 ชิ้น
ชั้นที่ 7 ใช้กระดาษ 2 ชิ้น
ชั้นที่ 8 ใช้กระดาษ 1 ชิ้น
นำกระดาษด้าน B ทากาวเสียบสับหว่างให้ครบชั้นเสร็จแล้วค่ะขั้นตอนการเข้าอกหงส์






3. ขั้นตอนการเข้าปีกหงส์







1. ชั้นที่ 1 ใช้กระดาษข้างละ 4 ชิ้น (ขวา) และ (ซ้าย)
ชั้นที่ 2 ใช้กระดาษข้างละ 3 ชิ้น (ขวา) และ (ซ้าย)
ชั้นที่ 3 ใช้กระดาษข้างละ 2 ชิ้น (ขวา) และ (ซ้าย)
ชั้นที่ 4 ใช้กระดาษข้างละ 1 ชิ้น (ขวา) และ (ซ้าย)
นำกระดาษด้าน A ทากาวเสียบสับหว่างต่อจากชั้นแรกของการเข้าอกให้ครบชั้นทำเหมือนกันทั้งปีกซ้ายและปีกขวา








2. เสร็จแล้วค่ะขั้นตอนการเข้าปีกหงส์





4. ขั้นตอนการเข้าหางหงส์







1. ชั้นที่ 1 ใช้กระดาษ 6 ชิ้น
ชั้นที่ 2 ใช้กระดาษ 5 ชิ้น
ชั้นที่ 3 ใช้กระดาษ 4 ชิ้น
ชั้นที่ 4 ใช้กระดาษ 3 ชิ้น
ชั้นที่ 5 ใช้กระดาษ 2 ชิ้น
ชั้นที่ 6 ใช้กระดาษ 1 ชิ้น
นำกระดาษด้าน A ทากาวเสียบสับหว่างต่อจากชั้นแรกของการเข้าปีกให้ครบชั้น








2. เสร็จแล้วค่ะขั้นตอนการเข้าหางหงส์





5. ขั้นตอนการเข้าคอหงส์







1. นำกระดาษด้าน A ทากาวเสียบตรงกลางอก
ชั้นที่ 1 ใช้กระดาษ 1 ชิ้น








2. นำกระดาษด้าน A ทากาวเสียบตรงกลางด้านซ้าย
ชั้นที่ 2 ด้านซ้าย ใช้กระดาษ 1 ชิ้น
 








3. นำกระดาษด้าน A ทากาวเสียบตรงกลางด้านขวา
ชั้นที่ 2 ด้านขวา ใช้กระดาษ 1 ชิ้น








4. นำกระดาษด้าน A ทากาวเสียบตรงกลาง







5. ทำตามขั้นตอนที่ 1-3 จนครบ 9 ชั้น ใช้กระดาษ 27 ชิ้นในการเข้าคอ แล้วบิดให้โค้งเสร็จแล้วค่ะขั้นตอนการเข้าคอหงส์





6. ขั้นตอนการเข้าปากและติดตาหงส์







1. นำกระดาษสีขาวด้าน B 1 ชิ้นทากาวในช่องเสียบเข้าไปที่ส่วนปาก







2เสร็จแล้วค่ะขั้นตอนการเข้าปากหงส์ดังภาพ








3. ติดลูกตาทากาว ทั้ง 2 ข้าง








4. ดูตำแหน่งลูกตาให้ตรงกันทั้ง 2 ข้าง







5. ตัดกระดาษให้ได้ขนาดของฐานตัวหงส์ทากาวให้ทั่ว







6. ปิดที่ฐานตัวหงส์ให้แนบสนิท







7. เสร็จแล้วค่ะ...เราอาจจะหาแท่นวางสวย ๆ ที่มีขายตามร้านวัสดุอุปกรณ์งานประดิษฐ์ แล้วนำหงส์มาตั้งโชว์ จะดูดีสวยงามมากขึ้นไปอีกค่ะ



ข้อแนะนำ
  • ในการเสียบกระดาษเพื่อประกอบเป็นตัวหงส์นั้น แนะนำให้ทากาวในช่องสำหรับเสียบทุกชิ้น
  • ในขั้นตอนของการเข้าีก เข้าหาง และเข้าคอหงส์ต้องใช้ความระมัดระวังในการดัด เพื่อให้ได้ความโค้งงอ แลดูเป็นธรรมชาติ และควรทำในขณะที่กาวยังไม่แห้งดี

    credit : http://www.archeep.com/ 

Read More...



บทความทั้งหมดของงานฝีมือ


รวมบทความอาชีพ เสริม หลากไอเดียวิธีหารายได้เสริม



รวมบทความงานฝีมือ-สิ่งประดิษฐ์ รายได้เสริม



ร้านค้าเคลื่อนที่ ใช้ รถบรรทุกขนาดเล็กมาดัดแปลง



วิธีรักษา สุขภาพ,ออกกำลังกาย,เคล็ดอายุยืน,สุขภาพดี



ทองม้วน thong muan ; rolled wafer



ผลไม้,ผักและสมุนไพร อาหารเพื่อสุขภาพ



อะไรแปลกๆ ไม่เหมือนใคร



อ่านแล้วชอบมากและนำมาใช้ใน blog นี้



รวมความน่ารู้ ทั้งสาระความรู้รอบตัว เนื้อเรื่องในภาพให้ข้อคิดดีๆ



จัดหางาน,สำนักงาน ก.พ.,งานราชการ,งานรัฐวิสาหกิจ

 
Blogger Tips and TricksLatest Tips And TricksBlogger Tricks
   อาชีพเสริม รายได้เสริม :รวมบทความอาชีพเสริม หลากไอเดียวิธีหารายได้เสริม หาอาชีพเสริมอิสระทำเงิน สร้างอาชีพอิสระงานฝีมือ แนะนำการสร้างรายได้เสริมทำเงินด้วยการขายสินค้าหรือขายของเป็นอาชีพเสริม อิสระงานฝีมือ แนะแนวธุรกิจ อาชีพเสริม อาชีพแก้จนอยากจะมีรายได้เสริมนอกเหนือจากงานประจำ
ขอเชิญแวะชมเวปบทความอาชีพเสริม รายได้เสริม
Do it your self,handmade,HandiCraft,งานฝีมือ,อาชีพเสริม,ช่องทางทำเงิน บล๊อกจัดทำขึ้นเป็นวิทยาทานเพื่อเผยแผ่ความรู้อันจะเป็นไปเพื่อบุญกุศล ขอให้ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในบทความของบล๊อกนี้ จงได้รับอานิสงฆ์ด้วยเทอญ.