บทความที่ได้รับความนิยม


Drop Down MenusCSS Drop Down MenuPure CSS Dropdown Menu

'ตุ๊กตายางพารา' ทักษะ+ไอเดีย...ขายเป็นเงิน

อาชีพงานประดิษฐ์ ผลิตงานฝีมือ ทักษะและความรู้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งประกอบเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ก็ยิ่งทำให้เกิดการต่อยอดสินค้าออกไปได้เรื่อย ๆ อย่างเช่นงานประดิษฐ์ “ตุ๊กตา” จากน้ำยางพารา ของ “ภัคจิรา ถนอมเงิน” ที่ต่อยอดจากความรู้ที่มีอยู่ มาเป็นอาชีพ ที่อาจจะเป็นตัวอย่าง “ช่องทางทำกิน” ให้ใครอีกหลายคน...
ภัคจิรา ถนอมเงิน เจ้าของผลงาน เล่าว่า อดีตทำงานอยู่ที่สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร จึงมีความรู้เรื่องของวัตถุดิบชนิดนี้ ต่อมามองว่าอยากจะออกมาทำธุรกิจเล็ก ๆ ที่เป็นของตัวเอง จึงมองว่ายางพาราสามารถที่จะนำมาประดิษฐ์เป็นสินค้าชนิดต่าง ๆ ได้หลากหลาย โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวกับของตกแต่ง ของขวัญ ของที่ระลึก โดยสามารถนำทักษะและความรู้ทางด้านศิลปะที่ร่ำเรียนมา มาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ จึงตัดสินใจออกมาเปิดธุรกิจนี้ขึ้น 
    
“ลองผิดลองถูกอยู่ 1 ปี กว่าจะลงตัวจนสามารถต่อยอดออกมาเป็นผลิตภัณฑ์อย่างที่เห็น ปัจจุบันนอกจากผลิตขายเองแล้ว ยังผลิตตามคำสั่งซื้อลูกค้าด้วย มีตั้งแต่ชิ้นเล็ก ๆ อย่างพวงกุญแจ ที่ติดตู้เย็น ไปจนถึงชิ้นใหญ่ ๆ เช่น ที่ครอบห้องเครื่องจักรยานยนต์ เพื่อป้องกันการกระแทกระหว่างขนส่ง รวมถึงหุ่นปลอมตัวใหญ่ ๆ” เจ้าของชิ้นงานระบุ 
    
ทุนเบื้องต้น ส่วนใหญ่เป็นค่าอุปกรณ์และเครื่องมือหลัก ๆ ที่    จำเป็นต้องใช้ ใช้เงินลงทุนประมาณ 40,000 บาท ทุนวัตถุดิบ อยู่ที่ 50% จากราคาขาย รายได้ อยู่ที่ชิ้นละ 15 บาทขึ้นไป ขึ้นกับขนาดและความยากง่ายของสินค้า 
    

อุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ ประกอบด้วย เครื่องพ่นสี (แอร์บรัช), เครื่องตีส่วนผสม (แบบเดียวกับที่ใช้ในการทำเบเกอรี่), ช้อนสำหรับ ตวง, กล่องพลาสติกใส สำหรับผสมปูนและน้ำยาง, ภาชนะสำหรับเก็บส่วนผสมพร้อมใช้, ถังสำหรับอบแม่พิมพ์ปูนปลาสเตอร์, เตาแก๊สหุงต้ม สำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิง, กรรไกร, สีสำหรับระบายยางพารา, สีอะคริลิก, พู่กันขนาดต่าง ๆ, ปืนยิงกาว และ กาวร้อน 
    
ส่วนผสมและวัตถุดิบ สูตรนี้ใช้ทำ “ตุ๊กตายางพารา” ได้ประมาณ 30 ชิ้น ประกอบด้วย น้ำยางพาราข้น 167 กรัม, โพแตสเซียมโอลิเอต 15 กรัม, กำมะถัน 4 กรัม, แซดดีอีซี 2 กรัม, แซดเอ็มบีที 2 กรัม, วิงสเตย์แอล 2 กรัม, ซิงค์ออกไซด์ 10 กรัม, ดีพีจี 2 กรัม และเอสเอสเอฟ 8 กรัม โดยสารเคมีส่วนประกอบเหล่านี้สามารถหาซื้อได้ตามร้านจำหน่ายอุปกรณ์การทำเรซิ่น ส่วนน้ำยางสามารถสอบถามได้จากสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร 
    
ขั้นตอนการทำ เริ่มจากการทำแม่พิมพ์ ใส่น้ำลงกล่องพลาสติกใสครึ่งหนึ่ง จากนั้นนำปูนปลาสเตอร์เทลงไปจนปูนและระดับน้ำอยู่ระดับเดียวกัน คนให้ผสมกัน นำปูนปลาสเตอร์ที่ได้มาทาบนตุ๊กตาที่จะนำมาทำเป็นแม่แบบ สาเหตุที่ต้องทาบนตุ๊กตาเพื่อเวลาที่กดตุ๊กตาลงไปในน้ำปูนปลาสเตอร์จะได้ไม่เกิดฟองอากาศ
    
จากนั้นนำตุ๊กตากดลงในกล่องพลาสติก ไม่ต้องกดให้มิด แต่ให้เหลือเนื้อที่ด้านหลังตุ๊กตาไว้สำหรับการติดแม่เหล็ก เมื่อปูนปลาสเตอร์แห้งจึงแกะออกจากแม่พิมพ์ ใช้พู่กันปัดไล่ฟองอากาศ แล้วนำแม่พิมพ์ไปตากแดดทิ้งไว้ 1-2 วัน เพื่อไล่ความชื้น จึงจะใช้งานได้
     
ลำดับต่อไป ผสมยางพาราและสารเคมีที่เตรียมไว้ตามสัดส่วน ตีให้เข้ากันด้วยเครื่องตีจนเกิดฟอง นำไปหยอดลงแม่พิมพ์ที่ทำไว้ โดยหยอดได้ครั้งละ 30 ตัว มากน้อยขึ้นอยู่กับขนาดตุ๊กตา นำแม่พิมพ์ที่หยอดไปอบในถังอบ หากเป็นตุ๊กตาตัวเล็ก ใช้เวลาอบราว 45 นาที ส่วนตัวใหญ่ใช้เวลาอบประมาณ 2 ชั่วโมง เสร็จแล้วจึงแกะออกจากแม่พิมพ์ ใช้กรรไกรตัดตกแต่งเอาขี้ยางออก นำไปผึ่งลมหรือแดดให้แห้ง อย่าตากแดดนาน เพราะตุ๊กตาจะเป็นสีเหลือง ทำให้ลงสียาก
    
จากนั้นนำมาลงสีโดยใช้เครื่องพ่นแอร์บรัช ซึ่งขั้นตอนนี้ผู้ทำอาจต้องมีทักษะการใช้เครื่องพ่นสีแอร์บรัชบ้าง ลงสีตามต้องการเสร็จแล้ว ถ้าทำเป็นที่ติดตู้เย็นก็นำมาติดแม่เหล็กที่หลังตัวตุ๊กตา และบรรจุใส่หีบห่อตามต้องการ 
    
“เหตุที่ไม่ใช้พู่กันลงสี เพราะจะได้สีผิวที่ไม่เนียน ซึ่งงานประดิษฐ์จากยางพาราสามารถนำไปประดิษฐ์งานอื่น ๆ ต่อยอดได้อีกมากมาย ขึ้นกับไอเดียและจินตนาการเป็นสำคัญ” เจ้าของผลงานตุ๊กตายางพาราระบุ

.....................
ใครสนใจติดต่อ ภัคจิรา ถนอมเงิน ติดต่อได้ที่ 19/53 หมู่ 2 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงลาดยาว เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ โทร. 08-1776-1705 ส่วนถ้าใครสนใจอยากจะรู้ข้อมูลลึก ๆ มากกว่านี้ ก็ลองติดต่อสอบถามจากเจ้าของงานโดยตรง.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ - พลอย พิมพ์ศิริ : เรื่อง-ภาพ


ขอบคุณพิเศษhttp://www.dailynews.co.th

Read More...


ผ้าขาวม้า'สารพัดประโยชน์


 ความชอบในลายตาราง หรือลายสก็อตแบบไทยๆ บนผืนผ้าขาวม้า ทำให้ทายาทร้านตัดเย็บเสื้อผ้าตัดสินใจฉีกกรอบผ้าขาวม้าคาดพุง ดีไซน์ให้กลายเป็นความ "ชิค" ผสานความเป็นไทยที่หญิงสาวสามารถหยิบใช้
 ฉัตรี ชุติสุนทรากุล พนักงานบริษัทที่ทั้งชีวิตคุ้นเคยกับผ้าหลากรูปแบบ ด้วยกิจการครอบครัวที่เปิดเป็นร้านตัดเย็บเสื้อผ้า จึงไม่แปลกที่เธอจะหลงใหลเสน่ห์ผ้าไทย โดยเฉพาะลายตารางของผ้าขาวม้า ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น "ลายสก็อตสไตล์ไทย" และนำมาสู่การค้นคว้าหารายละเอียดในเชิงลึก
 "ผ้าขาวม้ามีความเป็นเอกลักษณ์" ฉัตรีค้นพบว่าผ้าขาวม้าในภาคต่างๆ จะมีเอกลักษณ์แตกต่างกัน และมีอยู่หลายเกรดตามคุณภาพเนื้อผ้าและลวดลาย
 ฉัตรีผสานความหลงใหลในลายสก็อตของผ้าขาวม้า กับทักษะการตัดเย็บที่รับถ่ายทอดมาจากครอบครัว เพื่อแปลงโฉมผ้าขาวม้าให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่บุคคลทั่วไปเข้าถึงหรือหยิบใช้ได้ในโอกาสต่างๆ นอกเหนือจากใช้คาดพุง โดยเลือกที่จะออกแบบเป็นกระเป๋าและย่ามมากกว่าเครื่องแต่งกาย ที่ต้องใช้ทักษะด้านการออกแบบสูง ซึ่งเธอยอมรับว่าไม่ใช่สิ่งที่ถนัด

ผ้าขาวม้าไม่คาดพุง
  กระเป๋าทรงย่ามลายสก็อตสไตล์ไทย ตัดเย็บจากผ้าขาวม้า จึงเป็นการผสมผสานกระแสไทยนิยมและแบรนด์นิยม แต่ในขณะเดียวกัน ลวดลายของผ้าขาวม้าที่มากจนลายตา ทำให้หญิงสาวเลือกหยิบไปใช้ได้ยาก โดยเฉพาะถ้าต้องแต่งชุดที่มีลวดลาย อีกทั้งสีสันที่ทึบทึม ไม่สดใส ก็เป็นปัญหาในใจที่จะต้องผ่านไปให้ได้
 กระทั่งเมื่อเธอเดินมาที่ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) และพบกับโครงการสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ด้วยความคิดสร้างสรรค์ ที่ทางทีซีดีซีร่วมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจัดขึ้น เธอจึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ
 หลังจากติดโผ 1 ใน 100 คนที่ผ่านเข้ารอบเวิร์คชอป นำโจทย์จากผลิตภัณฑ์กระเป๋าผ้าขาวม้าทรงย่ามธรรมดามาตีให้แตก โดยเริ่มจากการเลือกหยิบผ้าขาวม้าสีสันสดใสมาใช้
 "เดิมเราจะเห็นแค่ผ้าขาวม้าที่สีดูตุ่นๆ ทึมๆ แต่ปัจจุบันผู้ผลิตเริ่มทำให้มีสีสันสดใสมากขึ้น ลวดลายตารางในขนาดต่างๆ เพียงแค่เลือกสีและรูปแบบตาราง ก็สามารถตัดเย็บประยุกต์เป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ ได้" ไอเดียนี้ถูกใจคณะกรรมการ และทำให้ฉัตรีเข้ารอบ 50 คน
 รอบนี้เธอต้องคิดโจทย์ใหม่ นั่นก็คือ การนำผลิตภัณฑ์จากผ้าขาวม้าไปยังกลุ่มผู้หญิง ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีโอกาสใช้ผ้าขาวม้าน้อยที่สุด
 "เราตั้งเป้าที่จะทำเป็นกระเป๋าและอุปกรณ์เสริม (แอคเซสซารี่) แต่ด้วยลวดลายทำให้จับคู่กับการแต่งกายได้ลำบาก จึงได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญของทีซีดีซี ในการผสานผ้าแคนวาสสีสดกับผ้าขาวม้า เสริมด้วยผ้าลูกไม้และเลื่อมให้ดูหวานแบบผู้หญิงมากขึ้น" ฉัตรีอธิบาย
 การใช้สีพื้นของผ้าแคนวาสเป็นการลดทอนลายของผ้าขาวม้า ที่อาจมากเกินไปจนเป็นอุปสรรคต่อการจับคู่กับเสื้อผ้าของสาวๆ บวกกับผ้าลูกไม้และเลื่อมที่ทำให้กระเป๋าไม่เรียบจนเกินไป ตอบโจทย์การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผ้าขาวม้าได้ในที่สุด

แบรนด์ nim’s จำให้แม่น
 ปัจจุบันแนวคิดกระเป๋าผ้าขาวม้าของฉัตรีชัดเจนแล้ว และยังพัฒนารูปแบบออกมาอย่างต่อเนื่องภายใต้แบรนด์ nim’s พร้อมทั้งขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ที่เข้ากับเทรนด์ โดยเฉพาะเทรนด์ไอที ซึ่งเธอได้พัฒนากระเป๋าโน้ตบุ๊ค ซึ่งใช้ผ้าแคนวาสผสมกับผ้าขาวม้าทั้งสีสดและสีทึม ให้ใช้ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง รวมถึงแนวทางในการพัฒนาสินค้าเป็นหมวดหมู่ มีทั้งกระเป๋าขนาดเล็ก ใหญ่ หรือกระเป๋าสะพายพร้อมกระเป๋าเงิน เป็นต้น
 "เรามีแผนที่จะเปิดตัวในการออกบูทงานแสดงสินค้า ของขวัญและของใช้ภายในบ้าน (BIG&BIH) ที่จะมีขึ้นในเดือน เม.ย. 2554 โดยได้สมัครเป็นสมาชิกสมาคมของขวัญและของชำร่วยประเทศไทยแล้ว และอยู่ระหว่างการรอขอพื้นที่ภายในงาน" ฉัตรีอธิบาย
 ฉัตรีคาดหวังว่า ภายใน 3 ปี กระเป๋าผ้าขาวม้าภายใต้แบรนด์ nim’s จะเป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยเฉพาะหากได้ออกบูทงานใหญ่ๆ ซึ่งจะสร้างกระแสการรับรู้ที่ดี นอกจากนี้ เธอจะเดินหน้าร่วมโรดโชว์ผลงานในต่างประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้ตัวผลิตภัณฑ์ เป็นประตูสู่การทำตลาดต่างประเทศต่อไป
 "งานดีไซน์สร้างความแตกต่าง โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีซึ่งเป็นธุรกิจขนาดเล็ก โอกาสที่จะแข่งกับรายใหญ่ได้เราต้องแตกต่าง โดยการสร้างผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอตัวตนของผู้ใช้ได้ เพื่อให้คนยอมจ่ายเงินซื้อสินค้าของเรา" ข้อคิดจากฉัตรี
 กระเป๋าผ้าขาวม้า nim’s จึงเสนอตัวตนของคนที่ชอบความเป็นตะวันออกในแบบที่ยังคงทันสมัย เหมือนนางแบบท็อปโมเดลสวมชุดผ้าไหมไทยหรือชุดผ้าขาวม้าดีไซน์เก๋นั่นเอง

Read More...


อาชีพเสริม สอนทำดอกไม่จันทน์ ลงทุนน้อย รายได้ดีมาก

ดอกไม้จันทน์
[f3.gif]


ดอกไม้จันทน์ มีความหมายตามพจนานุกรมว่า เนื้อไม้จันทน์เป็นต้น ที่ใสเป็นแถบบางนำมาประดิษฐ์ เป็นช่อขนาดเล็กใช้ในการเผาศพ

การเผาศพส่วนใหญ่จะนำดอกไม้ ธูป เทียน มาวางไว้ใต้เชิงตะกอนศพเพื่อเป็นการขอขมาศพ สมัยก่อนใช้ท่อนจันทน์ ท่อนจันทน์เป็นของราคา การใช้ท่อนจันทน์เผาศพล้วนๆ ส่วนใหญ่เป็นคนมีฐานะใช้กัน แต่สำหรับชาวบ้านทั่วไปจะใช้ท่อนจันทน์ 2-3 ท่อน เท่านั้น ภายหลังใด้คิดประดิษฐ์เอาไม้จันทน์มาทำเป็นดอกไม้ เพื่อเป็นการประหยัด ทั้งนี้เนื่องจากไม้จันทน์เป็นของหายาก และเพื่อให้ทันกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปจึงได้มีคิดประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ ในรูปแบบใหม่ โดยนำวัสดุต่างๆ ที่หาได้ง่ายและสะดวกมาประดิษฐ์แทน

การวางดอกไม้จันทน์ เมื่อชักผ้ามหาบังสุกุลเสร็จ เจ้าภาพจะนำดอกไม้จันทน์มากแจกให้กับผู้มาร่วมงาน คนละ 1 ช่อ หรือนำใส่พาน วางไว้หน้าเมรุ เมื่อได้เวลาเผา พระก็จะสวดอภิธรรม ผู้มาร่วมงาน ก็ทยอยขึ้นบรรไดเมรุ นำช่อดอกไม้จันทน์ไปวางไว้ในพานหน้าศพ

แสงธรรมดอกไม้จันทน์เป็นผู้ผลิตดอกไม่จันทน์ ขายปลีก และส่ง กำลังขยายงาน เนื่องจากมีการสั่งซื้อเข้ามามากมาย แต่ไม่อาจจัดตาม order ได้ครบถ้วน จึงคิดว่าตลาดดอกไม้จันทน์นี้ยังกว้างมาก หากสอนให้คนที่ต้องการมีรายได้พิเศษนอกเวลางาน ได้ทำเป็นรายได้เสริม ก็น่าจะดี บวกกับอาจมีคนช่วยทำ เพราะเมื่อทำเป็นแล้วก็จะรับซื้อด้วย
ผู้ที่สนใจจะเรียนทำดอกไม้จันทน์ สามารถติดต่อนัดเวลาเรียนได้ รับจำนวนจำกัด (1 คอร์ส ไม่เกิน 2 คน) ทำเป็นแล้วยินดีรับซื้อ แต่หากจะหาตลาดขายเอง ก็ไม่ขัดข้อง และจะได้กำไรมากกว่าด้วย เพราะไม่ต้องผ่านตัวกลาง
สนใจคุยรายละเอียดที่ 07-9252682 นัท

*** รายละเอียดการเรียนคร่าว ๆ
- เปิดสอนในวัน เสาร์ บ่าย 3 โมงครึ่ง
วันอาทิตย์หรือวันหยุดมี 3 รอบ คือ
9.00 –12.00, 12.30 –15.00, 15.00-18.00
- ค่าเรียน 400 บาท อุปกรณ์การเรียนฟรี
- สอนทำ 2 แบบ คือ พุ่มเชิญและดอกเดี่ยว
พุ่มเชิญมี 9 ดอก ต้นทุน 5 บาท รับซื้อราคา 10 บาท (ถ้าหาตลาดเองก็จะได้ราคาดี ประมาณ 15-30 บาท)
ดอกเดี่ยว ต้นทุน ร้อยละ 40 บาท รับซื้อร้อยละ 70 บาท (ถ้าหาตลาดเองจะขายได้ประมาณ ร้อยละ 80-140 บาท แล้วแต่ต่อรอง)
***สำหรับผู้ที่อยู่ในเขต กทม. ทางร้านจะหาตลาดแถวบ้านท่านไว้ให้ขายเองโดยตรง***

Read More...


ยาหม่องแฟนซี' แต้มสีสันขายดีสุดๆๆ


ยาหม่อง สินค้าต่อยอด 'งานปั้นดิน'

การปั้นของจิ๋วจากดินเป็นงานศิลปะอีกอย่างหนึ่งที่สามารถทำเป็นอาชีพได้ และงานปั้นของจิ๋วนั้นก็สามารถต่อยอดสร้างสรรค์เป็นสินค้าได้หลากหลาย เป็นการเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับงานได้เป็นอย่างดี อย่าง “ยาหม่องแฟนซี” ที่ทีม “ช่องทางทำกิน” จะนำเสนอในวันนี้ ก็เป็นการต่อยอดการปั้นดินรูปแบบหนึ่ง...

ณภัสสรณ์ ทวีภพรไพศาล เจ้าของร้าน “ภา-ภัส อาร์ต แอนด์ โมเดล” ทำงานด้านศิลปะทั้งวาดภาพและการปั้นของจิ๋วมานาน เจ้าตัวเล่าว่า ชื่นชอบการวาดภาพมาตั้งแต่เด็ก สมัยเรียนก็วาดภาพส่งประกวดตลอด ตอนหลังก็ทำงานด้านศิลปะวาดภาพมาเรื่อย จากนั้นก็เริ่มมองหางานศิลปะที่แปลกไปจากการวาดภาพ

ในที่สุดก็มาสนใจงานปั้นโมเดลของจิ๋ว

“ตอนนั้นเริ่มจากการนำขนมปังผสมกับแป้ง ปั้นเป็นรูปผัก ผลไม้ และนำไปทำเป็นชิ้นงานเล็ก ๆ พวก กิ๊บติดผม ตุ้มหู แล้วก็ไปหาตลาดขายส่งที่สำเพ็ง ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี”

ณภัสสรณ์เล่าต่อว่า ทำงานนี้อยู่ระยะหนึ่งก็เริ่มเห็นว่าการใช้ขนมปังผสมแป้งเป็นวัตถุดิบนั้น มีพวกแมลงชอบมากัดแทะกิน จึงต้องมองหาวัตถุดิบชนิดอื่นแทน โดยเป็นการคิดสูตรผสมดินสำหรับการปั้นขึ้นมาเอง ซึ่งกว่าจะได้สูตรที่ลงตัวก็ใช้เวลาลองผิดลองถูกอยู่นานทีเดียว

นอกจากนี้ หลังจากทำงานปั้นได้ระยะหนึ่งก็เริ่มมีแนวคิดที่จะทำงานปั้นให้แปลกใหม่ แตกต่างไปจากงานปั้นของจิ๋วทั่วไป เพื่อให้งานปั้นของจิ๋วมีความหลากหลายมากขึ้น และยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับชิ้นงานด้วย

การสร้างความแตกต่างให้กับงานที่ทำของณภัสสรณ์ก็คือ การนำงานปั้นจิ๋วผสมผสานงานด้านศิลปะโดยทำให้เป็นเรื่องราว เป็นซีรีส์ สร้างจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ โดยเลียนแบบความเป็นอยู่วิถีชาวบ้านสมัยโบราณ และเรื่องราววิถีชีวิตและวัฒนธรรมประเพณีของคนไทยแต่ละยุคสมัย โดยการย่อส่วนให้คล้ายของจริงมากที่สุด

ไม่เท่านั้น ยังมีการต่อยอดงานปั้นนำไปประดิษฐ์ตกแต่งเป็นงานอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิ โคมไฟ กรอบรูป นาฬิกา หรือจะปั้นเป็นรูปต่าง ๆ ไว้สำหรับตั้งโชว์ก็ได้

“ศิลปะงานปั้นของจิ๋วนั้นสามารถนำไปต่อยอดทำเป็นสินค้าอื่น ๆ ได้อีกหลากหลาย ขึ้นอยู่กับว่าคนที่ทำมีความคิดสร้างสรรค์แค่ไหน ถ้าเรามีไอเดีย เราก็สามารถที่จะเล่นสนุกกับงานปั้นจิ๋วตัวนี้ได้มากมาย”

ณภัสสรณ์บอกอีกว่า สำหรับคนที่ไม่มีความรู้เรื่องการปั้นมาก่อนเลย ก็สามารถเรียนรู้การปั้นเบื้องต้นได้ในเวลาแค่ 1 วัน สามารถ ปั้นเป็นรูปผัก ผลไม้ หรือรูปสัตว์ได้ แต่ที่สำคัญคือคนที่จะทำอาชีพนี้จะต้องมีใจรัก มีความคิดสร้างสรรค์ เพราะจะต้องมีการพัฒนาสินค้าไปเรื่อย ๆ ไม่อยู่นิ่ง เพื่อเป็นตัวเลือกใหม่ ๆ ให้ลูกค้า

สำหรับการทำ “ยาหม่องแฟนซี” แล้วมีการใช้เทคนิคการปั้นเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ ใส่ลงบนฝาขวดด้วย ซึ่งเป็นอีกรูปแบบงานต่อยอด นี่ก็สามารถเรียนได้ในเวลาแค่ 1 วัน และก็สามารถทำเป็นอาชีพได้

วัสดุอุปกรณ์ในการทำก็มี ยาหม่องที่บรรจุขวด, ดินสำหรับใช้ปั้น, กาวยู้ฮู, กาวตราช้าง, เส้นลวด, คีม, แล็กเกอร์ เป็นต้น โดยยาหม่องบรรจุขวดใช้ขนาด 20 กรัม และ 50 กรัม เป็นยาหม่องกลิ่นสมุนไพรไทย มีอยู่ประมาณ 15 กลิ่น ส่วนดินที่ใช้ปั้นนั้นจะเป็นสูตรที่คิดขึ้นมา จะเป็นดินที่ผสมเป็นสีต่าง ๆ ไว้แล้ว โดยสีที่ผสมนั้นจะเป็นสีน้ำมัน ก้อนหนึ่งก็ตกประมาณ 120 บาท สามารถปั้นได้หลายสิบชิ้น ซึ่งนอกจากชิ้นงานสำเร็จรูปแล้ว ทางณภัสสรณ์ยังมีการจำหน่ายวัสดุทั้ง 2 อย่างนี้ด้วย

ขั้นตอนการทำยาหม่องแฟนซีบวกงานปั้นดินจิ๋ว เริ่มจากสเกตช์แบบที่ต้องการจะทำขึ้นมาก่อน เมื่อได้แบบแล้วก็เริ่มทำการปั้น โดยนำดินที่ใช้สำหรับปั้นสีตามที่ต้องการมาปั้นให้เป็นก้อนกลม ๆ พอประมาณ จากนั้นนำขวดยาหม่องมาทากาวยู้ฮูลงบนฝาขวด นำดินที่ปั้นเป็นก้อนกลมติดลงบนฝาขวดปั้นไล่ให้ดินหุ้มฝาขวด จากนั้นปั้นให้เป็นรูปโครงหน้าหรือหัวสัตว์ต่าง ๆ ที่ได้ออกแบบไว้ และตกแต่งชิ้นส่วน

เริ่มจากส่วนหู โดยปั้นหูแล้วนำมาต่อที่ส่วนหัวโดยใช้เส้นลวดเสียบติด ใช้กาวตราช้างติดให้แน่นอีกที จากนั้นก็ตกแต่งลูกตา จมูก ปาก เรียบร้อยก็ตั้งพักไว้ให้ดินแห้ง ใช้แล็กเกอร์ทาเคลือบ เท่านี้ก็เรียบร้อย

ยาหม่องแฟนซีของร้านนี้ ราคาก็แตกต่างกันไปตามขนาดและงานปั้น ถ้าเป็นรูปสัตว์ราคาอยู่ที่ 79 บาท ถ้าปั้นเป็นรูปหน้าเหมือนราคาอยู่ที่ 450 บาท หรืออาจมีราคาสูงถึง 1,000 บาท ขึ้นอยู่กับความยากง่าย และรายละเอียดของงาน นอกจากนั้นที่ร้านนี้ยังมีสินค้ารูปแบบอื่น ๆ อีกหลากหลาย ซึ่งในส่วนของทุนวัสดุนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 40% จากราคาขาย ขณะที่ทุนเบื้องต้นถ้าทำ เล็ก ๆ ประมาณไม่เกิน 2,000 บาทก็ทำได้แล้ว

ใครสนใจ “ยาหม่องแฟนซี” หรือสินค้า อื่น ๆ หรืออยากเรียนรู้เทคนิคการปั้นดินจิ๋วจากณภัสสรณ์ ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ 2044 ศูนย์การค้าแฮปปี้แลนด์เซ็นเตอร์ ชั้น 2 ถนนลาดพร้าว เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ โทร. 08-1924-0033 08-1924-0033 ซึ่งการทำอาชีพนี้ยังสามารถทำรายได้จากการรับออร์เดอร์สั่งทำชิ้นงาน ต่าง ๆ ด้วย.


บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน

ข้อมูลจาก เดลินิวส์
http://www.dailynews.co.th/

Read More...


โคมไฟขวดแก้ว สุดคลาสสิค ณ.อัมพวา



โคมไฟขวดแก้ว วัสดุรีไซเคิลเพิ่มรายได้หลายสัปดาห์ก่อนมีโอกาสไปเที่ยวตลาดน้ำยามเย็น ?อัมพวา? สิ่งคุ้นตาเมื่อมาถึงนอกจากร้านค้าและผู้คนที่มากมายแล้ว ที่นี่ยังมีของกินและของฝากอีกหลายชนิดที่น่าสนใจ เช่น ?โคมไฟขวดแก้ว? สินค้าทำมือไอเดียของคนชอบประดิษฐ์จากร้าน ?กระรอกน้อย?
 
คุณมิตรชล ถิตตยานุรักษ์ เจ้าของร้านกระรอกน้อย เล่าให้ฟังว่า เดิมทีเปิดร้านจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า ด้วยความที่ต้องการจะเสริมรายได้จากงานประจำที่ทำอยู่ บวกกับตลาดน้ำยามเย็นอัมพวากำลังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมามากมาย จึงคิดว่าน่าจะเป็นโอกาสดีที่จะสร้างรายได้เพิ่ม



จากนั้นจึงเริ่มคิดหาสินค้าที่มีความแตกต่างจากร้านค้าอื่นๆ มาวางขาย ประกอบกับเป็นคนสนใจด้านงานประดิษฐ์อยู่แล้ว จึงคิดสร้างชิ้นงานที่มีความแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร โดยวัตถุดิบที่จะนำมาทำชิ้นงานนั้นต้องเป็นวัสดุที่หาได้ง่าย เพื่อความสะดวกเมื่อต้องการผลิตชิ้นงานจำนวนมาก

เมื่อมองไปมองมาก็ไปเห็นขวดแก้วที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี ประจวบกับมีโรงขวดอยู่ใกล้ ๆ จึงนำขวดมาวางตรงหน้าพร้อมกับจินตนาการไปต่าง ๆ นา ๆ จากขวดแก้วธรรมดาก็นำมาประดิษฐ์เป็น "แจกันกึ่งเชิงเทียน" ผลงานชิ้นแรกที่ยังไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควร
 
จากแนวคิดที่เน้นวัสดุใกล้ตัว คุณมิตรชลจึงนำหลอดไฟที่ขายภายในร้านมาประกอบเข้ากับขวดแก้ว โดยอาศัยเทคนิคเกี่ยวกับไฟฟ้าเล็กน้อย จนออกมาเป็นชิ้นงาน “โคมไฟขวดแก้ว” ที่วางจำหน่ายในปัจจุบัน ทั้งนี้ยังมีผลงานชิ้นต่อ ๆ มาในรูปแบบต่าง ๆ ให้เลือกอีกมากมายตามความเหมาะสมกับการใช้งาน

โคมไฟขวดแก้วจากร้านกระรอกน้อย มีสินค้าพอจำแนกได้ 5 รูปแบบ คือ 1.โคมไฟขวดสำหรับตั้งโต๊ะ ราคาชุดละ 250 บาท 2.โคมไฟขวดสำหรับแขวน ราคาชุดละ 120-140 บาท 3.โคมไฟขวดช่อ 3 ขวด ราคาชุดละ 299-320 บาท 4.โคมไฟสปอร์ตไลท์ขาหนีบ ราคา 190 บาท และ 5.โคมไฟขวดใหญ่แขวน ราคา 290 บาท


นับเป็นสินค้าที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว เพราะนอกจากจะใช้วัสดุรีไซเคิลมาทำประโยชน์แล้ว ยังช่วยลดปริมาณขยะ และลดการเผาผลาญที่ทำให้เกิดมลภาวะแก่สิ่งแวดล้อมอีกด้วย สินค้าแฮนด์เมดที่ช่วยเพิ่มบรรยากาศให้กับบ้าน ร้านค้า ร้านอาหาร ซุ้มนั่งเล่น มุมพักผ่อน ที่ใช้งานได้นานและทำความสะอาดง่าย

นอกจากนี้ วัสดุที่นำมาใช้ยังเน้นความมีคุณภาพของอุปกรณ์ เช่น ฐานหลอดไฟอย่างมาตรฐาน ทนความร้อน สายไฟฉนวน 2 ชั้น ซึ่งรับประกันความปลอดภัย เพราะคุณมิตรชลทำการทดลองมาแล้ว โดยนำมาใช้งานด้วยตนเองและวางจำหน่ายมานานกว่า 2 ปี

กลุ่มลูกค้าของ “โคมไฟขวดแก้ว” นั้น คุณมิตรชลบอกว่า ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวทุกเพศ ทุกวัย มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มีทั้งซื้อไปใช้งานเอง ซื้อไปขายต่อ และซื้อไปเป็นของขวัญ-ของฝาก ซึ่งทางร้านมีบริการทั้งราคาขายปลีกและขายส่ง พร้อมบริการจัดส่งทางไปรษณีย์ โดยคิดค่าจัดส่งตามน้ำหนักของสินค้า (กิโลกรัมแรก 20 บาท กิโลกรัมต่อมา 15 บาท)
 

สำหรับคนที่คิดอยากทำธุรกิจส่วนตัว คุณมิตรชลแนะนำว่า “การจะเริ่มทำธุรกิจใด ๆ ก็ตาม ต้องมองหาความถนัดของตัวเองให้เจอก่อน และต้องมีใจทุ่มเทให้กับงานนั้น ๆ แล้วเราจะทำงานนั้นอย่างมีความสุข และงานที่ออกมาก็จะมีคุณภาพ
ผมเชื่อว่าทุกคนมีความสามารถที่ซ่อนอยู่ในตัว เพียงแต่ต้องค้นหาให้เจอ การทำธุรกิจย่อมมีการแข่งขัน อาจต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย ฉะนั้นสิ่งสำคัญคือ ต้องเริ่มทำธุรกิจตามแนวคิดและความถนัดของตนเอง น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการก้าวเดินต่อไปอย่างราบรื่น”



ผู้ที่สนใจสามารถแวะเวียนไปเยี่ยมชมสินค้า “โคมไฟขวดแก้ว” จากร้าน “กระรอกน้อย” ได้ที่ตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา หรือสนใจสินค้าสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณมิตรชล ถิตตยานุรักษ์ โทร.081-986-7923


ผู้เขียน : อินทกานต์
ช่างภาพ : ป.วรัตม์
คอลัมน์ :
ขอบคุณที่มาของบทความ http://www.ejobeasy.com/kmdetail.php?n=90716154922

Read More...


กล่องรับซองจดหมาย สร้างอาชีพ ทำเงิน



งานกระดาษ-ทำเงินงานมงคล

“ช่องทางทำกิน” เคยนำเสนอผลงานที่เกี่ยวกับงานกระดาษหรืองาน “เปเปอร์มาเช่” ไปหลายหน แต่ก็ยังมีคนค้นคิดและดัดแปลงผลิตภัณฑ์แนวนี้ออกมาอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่างานแนวนี้ยังไม่ถึงทางตัน อย่างเช่นงาน “กล่องรับซอง” ที่มีกลุ่มลูกค้าคือผู้ที่จัดงานมงคล โดยเฉพาะงานวิวาห์...

“ชลดิส ชุณหโสภาค” เจ้าของงานเล่าว่า เคยทำงานเป็นพนักงานประจำตลาดหลักทรัพย์ เพราะเรียนจบมาทางด้านเศรษฐศาสตร์ โดยยึดอาชีพดังกล่าวมานานกว่า 12 ปีจนรู้สึกอิ่มตัว จึงวางแผนที่จะออกมาจับธุรกิจสักประเภทเพื่อรองรับชีวิตในอนาคต จังหวะที่กำลังมองหาอยู่นั้นได้มีโอกาสได้ไปเห็นงานรูปแบบ “เปเปอร์มาเช่” เข้าก็เกิดความสนใจ จึงใช้เวลาว่างจากงานประจำไปอบรมและฝึกหัดทำ

เมื่อมีความชำนาญมากขึ้น ภายหลังจึงคิดว่าน่าจะถึงเวลาออกมาทำตามที่ตั้งใจเสียที จึงตัดสินใจออกมาผลิตงานแนวนี้เพื่อจำหน่ายตั้งแต่ปี 2544 โดยตอนแรกมีหน้าร้านวางจำหน่ายสินค้าที่สวนลุมไนท์บาซาร์ ภายหลังสัญญาเช่าสิ้นสุดลง จึงตัดสินใจไม่ทำร้าน แล้วหันมาสร้างเว็บไซต์ของตนเองขึ้น พร้อมเปลี่ยนมาผลิตงานแนวเวดดิ้ง ผลิต “กล่องรับซอง” ในงานแต่งงาน จับตลาดงานเวดดิ้ง และคู่รัก

“ตอนแรกลูกค้าจะเป็นนักท่องเที่ยว เพราะสินค้าส่วนใหญ่เป็นของที่ระลึก ตอนหลังมองว่าตลาดกลุ่มนี้มีความผันผวน มีความเสี่ยงจากปัจจัยแวดล้อมสูง และกระทบกับ ยอดขายได้ง่าย จึงมองหาตลาดใหม่ที่มีความผันผวนน้อยกว่าตลาดแรก โดยมาสรุปที่ตลาดเวดดิ้งหรือลูกค้าคู่รักที่กำลังจะแต่งงาน” ชลดิสกล่าว

ข้อดีของตลาดลูกค้ากลุ่มนี้ เขาระบุว่า ไม่ว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร แต่ลูกค้ากลุ่มนี้ก็จะไม่ผันผวนตามสถานการณ์เหมือนกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มักจะมีผลกระทบขึ้นลงตามสภาพเศรษฐกิจและการเมือง ข้อดีประการต่อมาคือ โอกาสคิดงานไม่ออกหรือถึงทางตันมีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนออกแบบและคิดงานให้ทำ เนื่องจากคู่รักแต่ละคู่ก็อยากจะได้สิ่งของที่ไม่เหมือนใคร หรือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ

“ลูกค้าจะมีเรื่องราวหรือมีคอนเซปต์ที่เขาคิดมาไว้ก่อนแล้ว เรามีหน้าที่แนะนำและจัดทำสินค้าตามความคิดของเขา ขึ้นมาให้เป็นรูปเป็นร่าง จึงพูดได้เลยว่าโอกาสตันเกิดขึ้นได้น้อยมาก” เจ้าของงานระบุ

วัสดุ-อุปกรณ์ในการทำชิ้นงาน ประกอบด้วย ดินเหนียว (ใช้ขึ้นรูปชิ้นงาน), ปูนปลาส เตอร์ (สำหรับหล่อโมลหรือแม่พิมพ์), เกรียงปาด, กระดาษหนังสือพิมพ์เก่า, กระดาษแข็ง, แป้งข้าวเจ้า (สำหรับทำกาว), สีน้ำทาบ้าน, น้ำยาเคลือบมัน (ใช้ 2 สูตร คือสูตรน้ำกับสูตรยูริเทน) และที่เหลือก็เป็นพวกวัสดุตกแต่งตามต้องการ

ทุนเบื้องต้นอาชีพ ลงทุนประมาณ 5,000 บาท ส่วนทุนวัสดุอยู่ที่ประมาณ 40% จาก ราคาขาย โดยราคาขายเริ่มต้นตั้งแต่ชิ้นละ 600 บาท ไปจนถึงสูงสุด 4,500 บาท ขึ้นอยู่กับวัสดุตกแต่งที่จะต้องนำมาใช้ โดยการสั่งทำผลงานแต่ละชิ้นจะใช้เวลาในการทำประมาณ 3 สัปดาห์ หรือขึ้นอยู่กับแบบและความยากง่าย

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากนำแบบที่ต้องทำมาขึ้นรูปด้วยดินเหนียว โดยนำดินเหนียวมาปั้นขึ้นเป็นรูปทรงตามที่ได้ออกแบบไว้ เมื่อขึ้นจนเป็น รูปทรงที่ต้องการแล้ว ให้เทปูนปลาสเตอร์ที่ผสมรอไว้มาเทขึ้นรูปกับดิน เหนียวที่ปั้นไว้ จากนั้นตั้งทิ้งไว้จนแห้ง จึงกะเทาะออก ก็จะได้แม่พิมพ์สำหรับการแปะกระดาษ

ระหว่างนั้นก็ทำการเตรียมกระดาษที่จะใช้หุ้มชิ้นงาน ด้วยการฉีกกระดาษแช่น้ำไว้

เมื่อได้แม่พิมพ์แล้วก็ให้นำกระดาษที่เตรียมไว้มาทำการแปะและหุ้มให้รอบแม่พิมพ์ โดยการหุ้มให้เริ่มจากการหุ้มด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ก่อน จากนั้นจึงนำกระดาษแข็งสีขาวที่เตรียมไว้มาค่อย ๆ หุ้มทับอีกชั้นหนึ่ง

สาเหตุที่ใช้กระดาษแข็งสีขาวแปะที่ชั้นนอกนั้น เจ้าของผลงาน กล่าวว่า จะช่วยทำให้พื้นผิวของชิ้นงานดูเนียนเรียบเสมอกัน และทำให้สีสันของชิ้นงานสม่ำเสมอ มีสีสันสดใส ชัดเจน ไม่เป็นรอยด่าง

เมื่อหุ้มกระดาษจนครบสมบูรณ์แล้ว ก็นำไปตากแดดทิ้งไว้ให้แห้ง โดยใช้เวลาประมาณ 1 วัน เมื่อชิ้นงานแห้งสนิทดีแล้วก็นำมาทำการลงสี วาดลวดลายตามที่ออกแบบไว้ ปล่อยทิ้งจนสีแห้ง จากนั้นจึงทำการลงน้ำยาเคลือบผิวมัน โดยใช้สูตรน้ำก่อน แล้วถึงค่อยลงน้ำยาสูตรยูริเทน เพื่อไม่ให้เกิดกรณีน้ำยาเคลือบผิวกัดผิวชิ้นงาน เมื่อเคลือบจนเสร็จก็ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง ทำการตกแต่งด้วยวัสดุตกแต่ง เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ

“จุดเด่นของเราคือ นอกจากจะเน้นที่ตัวชิ้นงานเปเปอร์มาเช่แล้ว รอบ ๆ เราก็ยังเน้นการตกแต่งเพื่อสร้างบรรยากาศด้วย ซึ่งกระแสตอบรับที่ได้กลับมาค่อนข้างดี นอกจากงานแต่งแล้วก็ยังมีลูกค้าประเภท อีเวนต์ที่สั่งทำชิ้นงานเพื่อนำไปตั้งโชว์เพื่อดึงดูดลูกค้า ณ จุดขายอีกด้วย” เจ้าของงานกล่าว

สนใจ “งานกระดาษ” เปเปอร์มาเช่ ที่ทำเป็น “กล่องรับซอง” ของชลดิส ติดต่อได้ที่ โทร.08-7593-0719 หรือดูในเว็บไซต์ www.pantipmarket.com/ mall/cjhandmade ส่วนใครที่สนใจอยากจะรู้วิธีทำมากกว่านี้ ก็ลองสอบถามจากเจ้าของงานโดยตรงได้เลย !!.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รายงาน

ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

Read More...


‘ซองใส่มือถือ’ ไอเดียกวน ๆ แต่ทำเงิน


ความสำเร็จของสินค้างานแฮนด์เมด นอกจากรูปแบบต้องโดดเด่นสะดุดตาแล้ว การสร้างตราสินค้า หรือสร้างแบรนด์ ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้กัน เพราะจะทำให้ลูกค้าจดจำสินค้าได้ ลูกค้าเกิดความคุ้นเคย และสนใจซื้อสินค้า อย่างเช่นสินค้า “ซองหนังใส่โทรศัพท์มือถือ” ที่ทีม “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมานำเสนอ...

“อุทิศ แก้วกาหลง” เจ้าของงานไอเดียชิ้นนี้ เล่าว่า หลังเรียนจบด้านรัฐศาสตร์ก็ไปทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศอยู่พักใหญ่ ต่อมารู้สึกว่าไม่ถนัดกับงานแบบนี้ ชอบงานอิสระ จึงตัดสินใจลาออกมาทำอาชีพค้าขายทั่วไป ก่อนจะหันมาทำโมเดลจำลองตัวการ์ตูนและหุ่นยนต์ขาย จนตอนหลังตลาดมีคู่แข่งอยู่มาก จึงคิดว่าน่าจะลองประดิษฐ์สินค้า ที่เป็นรูปแบบเฉพาะของตนเองขึ้น จึงเริ่มทำพวงกุญแจตัวการ์ตูน โดยระยะแรกทดลองนำไปแจกให้กับเพื่อนฝูงและคนรู้จัก ปรากฏว่าหลายคนชอบ จึงคิดว่าน่าจะพัฒนามาเป็นสินค้าได้ จึงเริ่มทำจริงจังโดยวางจำหน่ายที่บริเวณหน้าห้างบิ๊กซี รามคำแหง ซึ่งเป็นทำเลประจำจนถึงปัจจุบัน

หลังจากทำพวงกุญแจ ต่อมาก็พัฒนามาเป็นตุ๊กตาสำหรับห้อยกับโทรศัพท์มือถือ และ “ซองหนังใส่โทรศัพท์มือถือ” โดยรูปแบบสินค้าจะเน้นที่ “ตัวการ์ตูนหน้าตากวน ๆ สีสันสดใส” เพราะ ตนเองชอบงานในรูปแบบนี้อยู่แล้ว ต่อมาคิดว่าในตลาดสินค้าแฮนด์เมด การลอกเลียนแบบหรือก๊อบปี้มีสูง จึงคิดว่าสินค้าก็น่าจะมี “ยี่ห้อ” เพื่อให้ลูกค้าจดจำได้ จึงใช้ชื่อ “แขกดอย” ซึ่งเป็นคำผวนที่เพื่อนมักชอบเรียกชื่อเล่นของตน

“นอกจากลูกค้าจะจำสินค้าได้ ชื่อนี้ก็ใช้เป็นชื่อที่ทำให้ลูกค้าสนิทกับเราได้มากขึ้น เพราะชื่อสินค้าไปได้ดีกับรูปแบบสินค้าของเราที่เป็นตัวการ์ตูนกวน ๆ ก็ถือว่าได้ประโยชน์จากแบรนด์สองทาง” อุทิศบอก

สำหรับรูปแบบของชิ้นงานในปัจจุบันที่ทำจำหน่ายอยู่นั้น มีอยู่ 3 ชนิดคือ ที่ห้อยโทรศัพท์มือถือ พวงกุญแจ และซองโทรศัพท์มือถือ โดย ชนิดหลังลูกค้าให้การตอบรับเป็นพิเศษ เพราะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มาก ทั้งใส่โทรศัพท์มือถือ ทั้งใส่เศษสตางค์ รวมถึงใส่ของกระจุกกระจิก ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นวัยรุ่น นักศึกษา พนักงานออฟฟิศ รูปแบบชิ้นงาน จึงเน้นสีสันฉูดฉาด ส่วนตัวการ์ตูนก็จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ โดยจุดเด่นอยู่ที่รอยยิ้ม

ทุนเบื้องต้นของงานประเภทนี้ อยู่ที่ประมาณ 1,000 บาทขึ้นไป ส่วน ทุนวัสดุ อยู่ที่ประมาณ 40% จากราคาขาย ส่วนรายได้-ราคาขาย ต่ำสุดชิ้นละ 49 บาท ขึ้นไปจนถึงชิ้นละ 89 บาท ขึ้นกับขนาดและชนิดสินค้า

วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในการทำ ประกอบด้วย เข็มกับด้ายสีสันต่าง ๆ, กระดุมสีขนาดต่าง ๆ สำหรับใช้ตกแต่งตัวการ์ตูน, สแตรปเปิ้ล (เครื่องเย็บกระดาษ), ดินสอ, ไม้บรรทัด, คีม, ฝากระป๋อง สำหรับใช้เป็นแม่พิมพ์ร่างแบบ, หนังเทียม สีสันต่าง ๆ, ห่วงสำหรับทำพวงกุญแจและร้อยเชือก, เชือกฝ้ายสำหรับสะพาย และหนังยางมัดผม

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากร่างแบบตัวการ์ตูนที่ออกแบบไว้ลงบนกระดาษแข็ง จากนั้นทำการตัดกระดาษตามแบบที่ร่างไว้เพื่อใช้เป็นแบบในการตัดหนังเทียม เพื่อขึ้นรูปเป็นตัวการ์ตูน นำแบบที่ได้มาทาบลงบนด้านหลังของหนังเทียม จากนั้นทำการลากเส้น และตัดขึ้นรูปตามแบบ ขั้นต่อไปให้นำส่วนประกอบที่ตัดขึ้นรูปไว้มายึดติดด้วยเครื่องยิงกระดาษเพื่อให้ชิ้นงานไม่ขยับขณะทำการเย็บ นำผ้าขาวมารองพื้นตรงบริเวณด้านหลังของหนัง เพื่อปิดบังไม่ให้เห็นรอยเย็บ ทำการเย็บขึ้นรูปเป็นตัวการ์ตูนโดยใช้กระดุมหรือด้ายเย็บเป็นลวดลายต่าง ๆ ตามที่ออกแบบไว้

มีข้อแนะนำคือ ด้ายที่ใช้เย็บเป็นตัวการ์ตูนควรใช้เป็นสีเดียวกับหนังเทียมที่ขึ้นรูปเป็นส่วนลำตัว และการตัดแผ่นหนังที่จะใช้เป็นส่วนประกอบของซองโทรศัพท์ด้านหน้าและหลังนั้น ด้านหลังต้องวัดเผื่อความยาวจากด้านหน้าประมาณ 4 เซนติเมตร เพื่อที่จะพับเป็นฝาปิดซอง เมื่อได้แล้วให้ทำการกรีดหนังเทียมด้วยคัตเตอร์ที่ด้านหลังของซองโทรศัพท์ เพื่อให้เป็นที่ใส่ห่วงสำหรับร้อย

จากนั้นทำการเย็บประกบแผ่น หนัง และร้อยเชือกสำหรับสะพาย เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ

“รายได้ในปัจจุบัน นอกจากจะมีจากการผลิตสินค้าเพื่อวางขายที่หน้าร้านแล้ว ก็ยังมีรายได้เสริมอีกทางจากการรับผลิตงานตามแบบของลูกค้าที่สั่งทำพิเศษ เพื่อนำไปใช้เป็นของที่ระลึก ของชำร่วย ในงานแต่งงาน หรืองานอื่น ๆ อีกด้วย” เจ้าของงานกล่าว

อุทิศมีทำเลขายชิ้นงานไอเดีย รวมถึง “ซองหนังใส่โทรศัพท์มือถือ” ที่บริเวณด้านหน้าห้างบิ๊กซี สาขารามคำแหง โดยขายประจำทุกวันเวลา 20.00-22.00 น. ใครสนใจก็ลองแวะเวียนไปดูกันได้ หรือหากต้องการติดต่อกับอุทิศก็ติดต่อได้ที่ โทร. 08-5159-1191 08-5159-1191 หรือที่อีเมล kake252@hotmail.com.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รางาน

ที่มา เดลินิวส์ http://www.dailynews.co.th/

Read More...


งานเพ้นท์ผ้าเป็นอาชีพเสริม เติมรายได้

วัสดุอุปกรณ์

1.เสื้อยืดสีขาว(หากเป็นสีอื่นต้องลงสี รองเป็นสีขาวก่อน เพราะจะทำให้ดูดสี สีไม่แจ่ม) เลือกเนื้อผ้าที่คล้าย ห่านคู่ แตงโม หรือ คอตตอน 100 เปอร์เซนต์ ซักก่อนเพื่อให้น้ำยาที่เคลือบผ้าใหม่ออกสีจะติดทนกว่า แต่วันนี้ยายอิ๊ดไม่ซักเลยนะ

2.เฟมหรือฟิวเจอร์บอร์ด ตัดเป็นสีเหลี่ยม ตรงมุมถูให้เหลี่ยมมนนะ เดี๋ยวเสื้อแหก (ฉีกขาด) เฟมให้ใหญ่กว่าตัวเสื้อพอใส่เสื้อเข้าไป จะตึงพอดีจ้า


 
3.สีใช้สีเพนท์เสื้อ หรือสีอะคริลิคที่ใช้ในการเขียนผ้า ซื้อหาตามร้านขายเครื่องเขียนก็มีคะ (หลังจากเทสีแล้ว ต้องฉีดน้ำบ่อยๆ เพราะสีอะคริลิคจะแห้งเร็วคะ


 
4. พู่กัน ดินสอ ยางลบ คลิบดำ ขวดฉีดน้ำ จานผสมสี ใช้แผ่นพลาสติกก็ได้แล้วแต่ถนัด ผ้าเช้ดสี แก้วใส่น้ำล้างพู่กัน


 
5.เริ่มร่างภาพหากผู้ใดวาดไม่ค่อยถนัด ใช้วิธีการทับเลย  หลายคนคงเคยทำสมัยเด็ก ๆ ใช้กระดาษที่ช่างเย็บผ้าใช้วาดทับลงบนเสื้อเลยคะ  จะออกมาเป็นลายเส้นแต่ยายอิ๊ดใช้สีน้ำเงินวาดเลย เพื่อความรวดเร็ว


 
6.หลังจากนั้นการระบายสีให้ระบายสีอ่อน ลงไปก่อน นึกถึงของจริง ดูแสง ด้วยคะ ตรงในรอยพับ  ตรงไหนแสงอับ ตรงไหนแสงสว่างคะ(ในรูปยังลงสีพื้นอยู่คะยังไม่ตกแต่งแสงเงา)



สาธิตแค่นี้นะคะในเวลาที่จำกัดยังไม่ เสร็จสมบูรณ์หากเราคิดว่า พอแล้ว รอให้แห้งรีดด้วยเตารีดคะ รีดทับใช้ผ้าขาวรองก่อน แต่ยายอิ๊ดรีดไปเลย คนทำไหรแล้วไม่คอยเสร็จ(ทำอะไรก็ไม่ค่ยอเสร็จเลย) ยังค้างอยู่หลายภาพ เริ่มหมดความสุนทรีย์ ค่อยว่ากันใหม่นะค่ะเหอ ตัวอย่างภาพที่ค้างไว้ บ่งบอกถึงความไม่เอาไหน5++++++



ข้อมูลวิธีทำจาก http://www.bansuanporpeang.com/node/1198

credit : http://www.mazda-2.com/description.aspx?q_sec=119963815

Read More...


รับกันคิ้ว ฝีมือดีมีรายได้สวย


เพิ่มขึ้น มีทุกเพศทุกวัย เรื่องการเสริมความงามนี่ก็ยิ่งสามารถสร้างรายได้ได้เป็นอย่างดี และน่าจะเป็นช่องทางอาชีพที่อยู่ได้ไปยาวนาน อย่างการ “รับกันคิ้ว” นี่ก็เป็นหนึ่งในรูปแบบที่ได้รับความนิยมในยุคนี้ ซึ่งการเปิดร้านรับกันคิ้วนั้นจะต้องเริ่มอย่างไร? วันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลกรณีศึกษา วิธีการ ขั้นตอน เทคนิค จากผู้มีประสบการณ์ มาให้ลองพิจารณา...

จ๋าเจี๊ยบ-นพกมณศ์ เดชาสุภา เป็นเมคอัพอาร์ติสต์ ที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์มานานกว่า 20 ปี เจ้าตัวเล่าว่า หลังจากเรียนจบมาทางด้านโฆษณาก็ทำงานประจำเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ ทำอยู่ได้ประมาณ 9 ปี ก็เริ่มมองหางานที่เป็นอิสระ ก็มาเริ่มรับแต่งหน้า ด้วยความที่เป็นคนที่ชอบการแต่งหน้าเสริมความงาม และพอจะมีพื้นฐานการแต่งหน้าจากการที่เรียนรู้ศึกษามานาน จึงมาทำอาชีพรับแต่งหน้า และก็ทำเป็นอาชีพหลักมาจนถึงปัจจุบัน

“เป็นคนที่ชอบเรื่องการแต่งหน้าเสริมความงาม ซึ่งเรียนรู้ศึกษาด้วยตัวเอง ก็พอจะมีประสบการณ์มีฝีมืออยู่บ้าง และก็ไปเรียนรู้เรื่องการเมคอัพจากสถาบันต่าง ๆ เพิ่มอีก เพื่อที่จะได้รู้วิธี เทคนิคใหม่ ๆ เรียนทั้งการแต่งหน้า ทำผม ซึ่งช่วงนั้นก็รับงานแต่งหน้าเป็นงานฟรีแลนซ์ไปด้วย โดยส่วนใหญ่ก็รับแต่งหน้าตามกองละคร”

ส่วนการ “รับกันคิ้ว” ที่ทำอยู่ด้วยนั้น เจ้าตัวบอกว่า... เปิดร้านรับกันคิ้วที่ตลาดนัด JJ Green เป็นการใช้เวลาว่างหารายได้เสริมอีกส่วนหนึ่ง โดยเห็นว่าร้านรับกันคิ้วที่เปิดตามตลาดนัดยังมีคนทำกันน้อย ตนเองก็มีความรู้ที่ได้เรียนมา และมีประสบการณ์ในการกันคิ้วเขียนคิ้วมานานกว่า 20 ปี เพราะมักจะกันคิ้วให้เพื่อนและญาติมาตลอด จึงตัดสินใจเปิดร้านรับกันคิ้ว ซึ่งก็ทำมากว่า 1 ปี โดยมีลูกค้าให้ความสนใจและเข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก

เจ้าของกรณีศึกษารายนี้ บอกว่า... คิ้ว เป็นอีกหนึ่งส่วนประกอบบนใบหน้า ที่สาว ๆ หรือแม้แต่หนุ่ม ๆ หลายคน ให้ความสนใจ คิ้วที่เหมาะสมสามารถช่วยให้ใบหน้าดูโดดเด่นได้ แต่การทำหรือการกันคิ้วนั้น มีหลายคนที่รู้สึกไม่มั่นใจในการหาร้านกันคิ้วที่ทำได้ถูกใจ เข้ากับใบหน้า ยิ่งเป็นร้านเล็ก ๆ ลูกค้าอาจไม่กล้าเสี่ยงใช้บริการ

“การเปิดรับกันคิ้ว ที่เป็นร้านเล็ก ลูกค้าส่วนใหญ่มักไม่มั่นใจ ดังนั้นจะต้องพยายามสร้างความน่าเชื่อถือ ต้องทำให้ลูกค้ามั่นใจในฝีมือและคุณภาพในการทำของเรา โดยที่ร้านจะนำโปรไฟล์งานที่ทำมาตั้งโชว์หน้าร้านเพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากลูกค้า แต่โปรไฟล์งานก็ยังไม่สำคัญเท่าฝีมือ ถ้าเราทำดี ทำสวย ลูกค้าก็เยอะ

การกันคิ้ว จะผิดพลาดเพียงแค่คิ้วเส้นเดียวก็ไม่ได้ การกันคิ้วจะต้องเป็นคนที่มีความรู้ลักษณะใบหน้าว่าเหมาะกับคิ้วแบบไหน และจะต้องมือเบา มีความประณีต ละเอียด ซึ่งคนที่ต้องการทำธุรกิจนี้จะต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้เป็นหลัก” ...นพกมณศ์ กล่าว

พร้อมทั้งบอกต่อไปว่า... นอกจากนี้ การรับกันคิ้ว แต่งคิ้ว แก้ไขคิ้ว เรื่อง “ความสะอาดปลอดภัย” ก็ต้องมาเป็นอันดับต้น ๆ ใบมีดที่ใช้จะต้องใช้อย่างดี มีคุณภาพ มีความคม ถ้าไม่คมเวลากันคิ้วจะทำให้ลูกค้าเจ็บได้ ใบมีดที่ใช้ก็ต้องเปลี่ยนทุกครั้ง ใช้ใบมีดใหม่ทุกครั้งที่กันคิ้วให้ลูกค้า และเพื่อสร้างความเชื่อมั่น เมื่อกันคิ้วลูกค้าเสร็จแล้วก็จะให้ลูกค้านำใบมีดที่ใช้กลับไปด้วย

กับการเปิดร้านรับกันคิ้ว เจ้าของกรณีศึกษารายนี้บอกว่า... ถ้าไม่รวมร้าน จะใช้เงินลงทุนประมาณไม่เกิน 5,000 บาท เป็นค่าอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น... มีดโกนสำหรับกันคิ้ว (คุณภาพดี), โต๊ะ, กระจก และอุปกรณ์เขียนคิ้ว แปรง ดินสอเขียนคิ้ว“เปิดร้านรับกันคิ้ว ใช้เงินลงทุนไม่สูง แต่คนที่ทำต้องมีคุณภาพสูง” ...นพกมณศ์ กล่าว

การกันคิ้วให้ลูกค้านั้น จะเริ่มจาก... พูดคุยกับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ ก่อนที่จะกันคิ้วให้ลูกค้าต้องพูดคุยสอบถามลูกค้าก่อน เพื่อรับรู้ความต้องการของลูกค้าว่าต้องการคิ้วแบบไหน ถ้าแบบคิ้วที่ลูกค้าต้องการนั้นไม่เข้ากับรูปหน้าก็จะต้องอธิบาย พร้อมให้ความเห็นลูกค้า ซึ่งการพูดคุยทำความเข้าใจกันก่อนนี่ถือว่าเป็นจุดสำคัญเช่นกัน

เมื่อสรุปกันได้แล้ว หลังจากนั้นก็เริ่มลงมือกันคิ้ว โดยก่อนกันคิ้วถ้าลูกค้าเขียนคิ้วมาจะต้องใช้กระดาษทิชชูเปียกเช็ดทำความสะอาดก่อน จะได้เห็นโครงคิ้วของลูกค้า จากนั้นก็ทำการกันคิ้วโดยกันข้างเดียวก่อน เมื่อกันเสร็จหนึ่งข้างก็จะให้ลูกค้าดูว่าชอบหรือไม่ ถ้าลูกค้าชอบก็จึงทำการกันอีกข้างหนึ่งต่อไป นอกจากนี้หลังจากกันคิ้วให้ลูกเสร็จแล้ว ก็จะต้องสอนเทคนิควิธีการเขียนคิ้วให้ลูกค้าด้วย ซึ่งนี่เป็นอีกหนึ่งบริการของร้านนี้ที่ทำให้ลูกค้าติดใจ

การกันคิ้วให้ลูกค้าแต่ละคน ใช้เวลาประมาณไม่เกินคนละ 15 นาที อัตราค่าบริการคิดคนละ 80 บาท และนอกจากจะรับกันคิ้ว ก็สามารถจะนำดินสอเขียนคิ้วมาขายเป็นการเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่งได้ด้วย

ร้าน “รับกันคิ้ว” ของ นพกมณศ์ เปิดอยู่ที่ตลาดจตุจักรกรีน (JJ Green) วันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ติดต่อสอบถามได้ที่ โทร.08-6528-2524 ซึ่งนอกจากรับกันคิ้ว-แก้ไขคิ้วแล้ว ยังรับสักคิ้ว รับแต่งหน้า รวมทั้งสอนการเกล้าผม โดยดูรายละเอียดได้ที่ www.jajeabmakeup.com หรือ www.facebook.com/jajeabmakeup ทั้งนี้ รับกันคิ้วนี่หากฝึกฝนจนมีฝีมือดี ก็จะเป็นอีกหนึ่ง “ช่องทางทำกิน” ที่สามารถสร้างรายได้ได้เป็นอย่างดี และมีโอกาสต่อยอดได้ยั่งยืน ตราบใดที่ธุรกิจเกี่ยวกับความงามยังอยู่ได้ ตราบใดที่ผู้หญิงยังยึดนิยาม “เป็นผู้หญิงอย่าหยุดสวย” แถมยุคนี้ยังมีผู้ชายที่ชอบเสริมหล่อ และอยากสวย อีกต่างหาก!!.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : เรื่อง

..........................................................................................

คู่มือลงทุน...รับกันคิ้ว

ทุนเบื้องต้น ไม่เกิน 5,000 บาท (ไม่รวมร้าน)

ทุนวัสดุ วัสดุมีแค่ค่าใบมีดเป็นทุนหลัก

รายได้ ค่าบริการ 80 บาท/ครั้ง

แรงงาน 1 คน

ตลาด ตลาดนัด หรือชุมชนทั่วไป

จุดน่าสนใจ ขายฝีมือ, ทุนต่ำ, ทำเงินได้เรื่อย ๆ

credit by : http://www.dailynews.co.th/article/316714

Read More...


แหวนน้องหมา อีกไอเดียทำเงิน ‘น่าสน’


“กลุ่มคนรักสัตว์” เป็นอีกกลุ่มตลาดที่น่าสนใจ ทั้งสินค้าที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงโดยตรง รวมถึงสำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยง อย่างเช่น “แหวนน้องหมา” ของ “กรองสุมาลย์ เจริญรัตน์” ที่สร้างสรรค์ชิ้นงานขึ้นจากไอเดียน่ารัก ๆ ที่วันนี้ทีมคอลัมน์ “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมานำเสนอ…

กรองสุมาลย์ เจ้าของชิ้นงาน ที่ใช้ชื่อแบรนด์ว่า “Littlethings Jewelry (ลิตเติลติงค์จิวเวอร์รี่)” เล่าว่า ที่บ้านเลี้ยงสุนัขอยู่ 1 ตัวชื่อมิกกี้ วันหนึ่งมองเห็นอิริยาบถของสุนัขที่เลี้ยงไว้ จึงเกิดไอเดียว่าท่าทางของสุนัขสามารถนำมาจำลอง เพื่อทำเป็นชิ้นงานอย่าง “เครื่องประดับ” อย่าง “แหวนน้องหมา” ได้ ซึ่งด้วยความที่ตนไม่มีความรู้ด้านการทำเครื่องประดับจากวัสดุทองเหลือง จึงใช้เวลาศึกษาวิธีทำ ทั้งการหาข้อมูลจากทางอินเทอร์เน็ต รวมถึงขอคำแนะนำจากเพื่อนที่มีความรู้ด้านนี้ด้วย โดยใช้เวลาลองผิดลองถูกอยู่ประมาณ 6 เดือน จึงได้ชิ้นงานตามอย่างที่ตั้งใจไว้

ทั้งนี้ เจ้าของชิ้นงาน กล่าวว่า หลังจากนั้นจึงนำชิ้นงานไปมอบให้คนในครอบครัวและคนรู้จัก รวมถึงนำไปโพสต์ทางสื่อสังคมออนไลน์ ในโซเชียล โดยเฉพาะตามกลุ่มคนรักสัตว์ ซึ่งได้การตอบรับอย่างดี จึงตัดสินใจทำชิ้นงานขึ้นเพื่อขาย นับจากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลา 1 ปีครึ่งแล้วที่ยึดอาชีพทำแหวนน้องหมานี้ เพื่อสร้างรายได้

“นอกจากแหวนสำเร็จรูปที่ทำขึ้นแล้ว ยังรับสั่งทำแหวนตามที่ลูกค้าต้องการด้วย โดยปัจจุบันก็พยายามคิดแบบใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น เพื่อให้ ชิ้นงานมีความหลากหลาย” เจ้าของชิ้นงานกล่าว โดยแหวนน้องหมานี้ ปัจจุบันมีทั้งขายในประเทศ และส่งไปขายต่างประเทศ ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่ง “กรณี ศึกษา” น่าสนใจ ที่น่าพิจารณา กับ “ช่องทางทำกิน” ที่ถึงขั้นส่งออกได้

ทั้งนี้ กรองสุมาลย์ กล่าวว่า รูปแบบที่ลูกค้าชื่นชอบ ส่วนใหญ่จะเป็นสุนัข 8 สายพันธุ์ ที่คนทั่วไปนิยมเลี้ยง ได้แก่ พันธุ์อิงลิช, คอปเตอร์, บีเกิ้ล, ชิวาวา, ชิทสุ, ยอร์คเชียร์เทอร์เรีย, เวสตี้เทอร์เรียร์ และปักกิ่ง โดยพยายามปรับรูปแบบให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่มีความชื่นชอบสุนัขแต่ละสายพันธุ์มากที่สุด ซึ่งกลุ่มลูกค้าหลัก ๆ จะเป็นกลุ่มคนรักสัตว์ ที่เลี้ยงหมา และลูกค้าต่างประเทศที่สนใจในงานแฮนด์เมด โดยจุดเด่นของแหวนน้องหมาอยู่ที่การลงสีรายละเอียดของสุนัขได้อย่างถูกต้องตรงความต้องการลูกค้า เนื่องจากสุนัขแต่ละตัว แม้จะเป็นสายพันธุ์เดียวกัน แต่มีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันมาก

นอกจากนั้น แหวนที่ทำขึ้นได้พยายามออกแบบให้เหมาะกับรูปทรงนิ้วของกลุ่มลูกค้ามากที่สุด เพื่อให้รู้สึกสบายขณะสวมใส่ ซึ่งการใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ นับเป็น “เทคนิคสำคัญ” ที่คนมีอาชีพ “ทำงานฝีมือ” ไม่ควรมองข้าม

ทุนเบื้องต้น ใช้เงินลงทุนประมาณ 100,000 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่าวัสดุอุปกรณ์ ทุนวัสดุ อยู่ที่ประมาณ 50% จากราคา โดยราคาขาย อยู่ที่ 850-2,500 บาทต่อชิ้น ขึ้นกับความยากง่ายของชิ้นงาน

วัสดุอุปกรณ์ ประกอบด้วย ดินสอ, กระดาษ, ยางลบ, เทียนสำหรับแกะแว็กซ์, เครื่องมือแต่งเทียน สำหรับใช้แกะสลักเทียนแว็กซ์, แบบหล่อแหวน, โครงแหวน, สีแอร์บรัช สำหรับเพนท์ และน้ำยาเคลือบเงา เป็นต้น

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากการพูดคุยรายละเอียดกับลูกค้าว่า ต้องการแหวนแบบใด เป็นรูปสุนัขสายพันธุ์อะไร เมื่อสรุปแบบได้แล้วให้ลูกค้าส่งภาพที่ต้องการมาให้ จากนั้นใช้ดินสอสเกตช์ภาพลงบนกระดาษ แล้วส่งกลับไปให้ลูกค้าดูเพื่อตัดสินใจ หรือเพื่อปรับปรุงแก้ไขรายละเอียด เมื่อสรุปแบบที่ได้แล้ว จึงส่งไปให้ช่างทำการแกะแว็กซ์ต้นแบบด้วยเทียนตามที่ลูกค้าต้องการ

ขั้นตอนต่อมา เมื่อได้ต้นแบบแล้วก็จะส่งต้นแบบไปให้โรงงานเพื่อทำการขึ้นรูปแบบหล่อแหวนจากทองเหลืองขึ้นมา แล้วนำโครงแหวนที่หล่อเสร็จมาตกแต่งด้วยวิธีลงยา หรือการเคลือบพื้นผิวตามที่ได้ออกแบบไว้ ซึ่งขั้นตอนนี้ จะใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน หรือถ้าหากไม่ต้องการใช้วิธีนี้ อาจเลือกใช้การเพนท์ชิ้นงานด้วยสีแอร์บรัชก็ได้ตามสะดวก หรือตามความถนัด จากนั้นใช้น้ำยาเคลือบเงาที่ตัวแหวนอีกครั้ง ปล่อยทิ้งให้น้ำยาเคลือบเงาแห้งประมาณ 7-10 ชั่วโมง เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ

“ขั้นตอนสำคัญ ที่ต้องใช้ความระมัดระวังค่อนข้างมาก คือช่วงที่ทำแบบหล่อ หรือแม่พิมพ์แหวน เพราะถ้าทำโครงแหวนได้ไม่เต็มแบบหล่อ เวลาที่จะลงสี หรือตกแต่งรายละเอียดบนแหวน จะได้ชิ้นงานที่มีสีและผิวที่ไม่เรียบ ไม่เสมอกัน ทำให้ชิ้นงานดูไม่สวยงาม” เป็นขั้นตอนที่ต้องใช้ความประณีต ที่ทางเจ้าของชิ้นงานได้ให้คำแนะนำไว้ ซึ่งนี่ก็น่าสนใจสำหรับคนที่มองหา “ช่องทางทำกิน” เกี่ยวกับการทำสินค้าที่เน้นกลุ่มคนรักสัตว์-คนรักสุนัข

สนใจงาน “แหวนน้องหมา” ชมสินค้าได้ที่ www.facebook.com/Littlethingsjewel กับทางอินสตาแกรมที่ใช้ชื่อว่า Littlethingsjewely และนี่ก็เป็นอีก “ช่องทางทำกิน” ที่น่าสนใจ เป็นอีกทางเลือกที่นำความรักความชอบมาสร้างเป็นอาชีพได้.

สุรางค์รัตน์ เจนการ : รายงาน

............................................................................................

คู่มือลงทุน...แหวนน้องหมา

ทุนเบื้องต้น ประมาณ 100,000 บาท

ทุนวัสดุ ประมาณ 50% จากราคา

รายได้ ราคา 850-2,500 บาทต่อชิ้น

แรงงาน 1-2 คนขึ้นไป

ตลาด เครื่องประดับ, กลุ่มคนรักสัตว์

จุดน่าสนใจ สร้างอาชีพจากเรื่องใกล้ตัว

credit by :  http://www.dailynews.co.th/article/318311

Read More...


‘หนังสือบุ๊คคราฟ’ ทำมือ-ทำเงินได้ทุกเทศกาล



“หนังสือทำมือ” เป็นอีกหนึ่งชิ้นงานที่นำมาใช้เป็น “ช่องทางทำกิน” ได้ ยิ่งมีไอเดียและรู้จักสร้าง สรรค์ทำให้ชิ้นงานแตกต่าง โอกาสที่จะทำเงินได้-ขายได้ก็มีสูง อย่างเช่นงาน “หนังสือบุ๊คคราฟ” ของ “อุดมวิทย์ สุขี-ณัชชารีย์ เอกพงศ์ธนกานต์” ที่วันนี้ทีมคอลัมน์ “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมานำเสนอ…

เจ้าของชิ้นงาน ที่ใช้ชื่อร้านว่า “Book Craft (บุ๊คคราฟ)” เล่าว่า ด้วยความที่ชอบเกี่ยวกับงานแฮนด์เมดอยู่แล้ว จึงมักจะเปิดอินเทอร์เน็ตเพื่อหาข้อมูลงานแฮนด์เมดที่สนใจ แล้วนำมาลองทำเล่น ๆ จนพบงานแฮนด์เมดจากต่างประเทศ ที่เรียกว่า “บุ๊คคราฟ” หรือ “หนังสือพูดแทนความรู้สึก” เกิดความสนใจ จึงเริ่มหาข้อมูลวิธีการทำบุ๊คคราฟเพิ่ม จากนั้นจึงได้นำความรู้ที่ได้มาปรับใช้ โดยใช้เวลาลองผิดลองถูกประมาณ 1 เดือน กว่าจะได้ชิ้นงานที่พอใจ

“ส่วนมากจะเสียเวลาในการเลือกหนังสือและรูป แบบที่นำมาทำว่าต้องทำอย่างไร สำหรับกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย เพราะบุ๊คคราฟ เหมาะมากที่ใช้เพื่อเป็นสื่อหรือเป็นตัวแทนความรู้สึก ใช้เพื่อเป็นของขวัญ ของที่ระลึก ในโอกาสสำคัญ ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นงานวันเกิด วันวาเลนไทน์ วันรับปริญญา หรือวันครบรอบต่าง ๆ”

ทุนเบื้องต้น ใช้เงินลงทุนประมาณ 6,000-7,000 บาท ทุนวัสดุ อยู่ที่ประมาณ 20% จากราคาขาย โดยราคาขายเริ่มตั้งแต่ 100-700 บาทต่อเล่ม คิดตามจำนวนหน้าหนังสือ ซึ่งขณะนี้บุ๊คคราฟมีอยู่ 3 รูปแบบ ได้แก่ แบบตัวอักษรนูน 3 มิติ รวมในเล่มเดียว, แบบตัวอักษรบุ๋ม, แบบตัวอักษรนูน 3 มิติ เล่มละ 1 ตัวอักษร

วัสดุอุปกรณ์ ประกอบด้วย หนังสือมือสองปกแข็ง ขนาดจำนวน 700-800 หน้าขึ้นไป หรือประมาณ 350-400 แผ่น, โปรแกรมโฟโต้ชอปที่ใช้สำหรับการออกแบบ, ไม้บรรทัด, ที่รีดกระดาษ

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากการคุยรายละเอียดกับลูกค้าว่า ต้องการหนังสือรูปแบบไหน ขนาดเท่าไหร่ ลวดลายอะไร และต้องการตัวหนังสือเอียงหรือสูงแค่ไหนก่อน จากนั้นเมื่อสรุปได้แล้วก็จะใช้โปรแกรมโฟโต้ชอปออกแบบตามที่ลูกค้าต้องการ เช่น ทำเป็นตัวหนังสือ อักษรภาษาไทย อักษรภาษาอังกฤษ หรือตัวการ์ตูน

เมื่อออกแบบเสร็จแล้ว นำรูปแบบที่ต้องการใส่เข้าโปรแกรมพิเศษ ซึ่งเป็นโปรแกรมจากต่างประเทศ และ ใช้สำหรับการทำหนังสือทำมือบุ๊คคราฟ เมื่อใส่ข้อมูลจำนวนหน้าหนังสือ เข้าไปในโปรแกรมแล้ว โปรแกรมก็จะทำการคำนวณจำนวนหน้าหนังสือออกมาเป็นแพตเทิร์นสำหรับใช้ในการจัดทำหนังสือทำมือบุ๊คคราฟ

ขั้นตอนต่อมาพับหนังสือตามแพตเทิร์นที่ได้ โดยเริ่มพับทีละหน้า ทั้งนี้ ก่อนอื่นต้องใช้ไม้บรรทัดทาบหนังสือ แล้ววัดว่า จากด้านบนหน้าหนังสือต้องพับลงมาด้านล่างกี่เซนติเมตร โดยดูจากตารางแพทเทิร์น เมื่อวัดแล้วให้พับตามตารางดังกล่าว จากนั้นใช้ที่รีดกระดาษรีดหนังสือให้เรียบ จากนั้นจึงใช้ไม้บรรทัดวัดจากด้านล่างหน้าหนังสือเพื่อตรวจสอบว่า จะต้องพับหน้าหนังสือขึ้นด้านบนกี่เซนติเมตรแล้วจึงทำการพับ เสร็จแล้วใช้ที่รีดกระดาษรีดหนังสือให้เรียบ

สำหรับหน้าที่สองนั้นก็ให้ทำเหมือนกับหน้าแรก และพับแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนครบทุกหน้า จากนั้นเก็บรายละเอียดของชิ้นงาน และตรวจเช็กดูว่าตัวหนังสือตรงหรือเอียงไปไหม หากตัวหนังสือไม่ตรงก็ต้องแก้ไข โดยทำการพับหน้านั้นใหม่

“บุ๊คคราฟเป็นชิ้นงานที่ทำไม่ยาก แต่ต้องใช้ความประณีต ต้องใช้ความอดทนกับขั้นตอนการพับ เพราะต้องพับทีละหน้า ที่สำคัญก่อนพับแต่ละหน้าต้องใช้ไม้บรรทัดทาบเพื่อวัดระยะให้ตรงตามตารางแพตเทิร์นก่อนพับทุกครั้ง ไม่เช่นนั้นชิ้นงานจะเสียรูปทรงและไม่สวย ทั้งนี้การเลือก หนังสือที่นำมาทำก็สำคัญ ต้อง เลือกหนังสือที่มีสีอ่อน ๆ เช่น น้ำตาลอ่อน กระดาษถนอมสายตา หรือหนังสือรุ่นเก่า ๆ ซึ่งเมื่อนำมาใช้ทำชิ้นงานแล้วจะสวย และจะออกในสไตล์วินเทจ ซึ่งเป็นรูปแบบที่ลูกค้าให้ความนิยมมาก สำหรับหนังสือทำมือรูปแบบนี้” เป็นคำ แนะนำสำหรับผู้สนใจงาน “บุ๊คคราฟ” ที่เจ้าของชิ้นงานนี้ได้ระบุไว้ ซึ่งชิ้นงานนี้ สามารถทำเป็นอาชีพเสริมได้ และทำขายได้ตลอดทั้งปี ขายได้ทุกเทศกาล

สนใจงาน “บุ๊คคราฟ” หรือ หนังสือพูดแทนความรู้สึก โทร. 08-6922-2459, 08-7056-1661 หรือเลือกชมสินค้าได้ที่ www.facebook.com/BookCraftGift หรือไลน์ ในชื่อว่า namzfonza และนี่ก็เป็นอีก “ช่องทางทำกิน” ที่น่าสนใจ ทำเป็นอาชีพได้ ขั้นตอนไม่ยาก เป็นอีกทางเลือกในการสร้างอาชีพ.

สุรางค์รัตน์ เจนการ : รายงาน

crdit by : http://www.dailynews.co.th/Content/Article/311991/‘หนังสือบุ๊คคราฟ’+ทำมือ-ทำเงินได้ทุกเทศกาล

Read More...


‘กระถางหน้ายิ้ม’ งานปั้นยิ้ม...รับเงิน



ชิ้นงานตกแต่งบ้านและสวนยังคงมีกระแสอย่างต่อเนื่อง ขึ้นกับใครจะสร้างสรรค์ไอเดียของตัวเองให้โดนใจกลุ่มลูกค้าที่สุด อย่างเช่นงาน “กระถางหน้ายิ้ม” ของ “สุทธาพงษ์ วงศ์พิริยะวาทิน” ที่ได้นำงานปั้นมาใช้ร่วมกับวัสดุผสม จนกลายเป็นชิ้นงานทำเงินน่าสนใจ ที่วันนี้ทีมคอลัมน์ “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมานำเสนอ

สุทธาพงษ์ เจ้าของชิ้นงานที่ใช้ชื่อแบรนด์ว่า TOFLOWERPOT (โต ฟลาวเวอร์พ็อท) เล่าว่า ด้วยความที่เป็นคนชอบปลูกต้นไม้อยู่แล้ว สมัยที่ยังทำงานอยู่จึงมักวางกระถางต้นไม้ใว้บนโต๊ะทำงานเสมอ จึงเกิดความคิดขึ้นมาว่า อยากจะลองทำงานกระถางต้นไม้เพื่อเป็นอาชีพเสริม โดยหลังจากหันมาทำชิ้นงานนี้ได้ระยะหนึ่งจึงตัดสินใจลาออก หันมาทำงานกระถางนี้อย่างจริงจัง ทั้งนี้ ด้วยความที่ไม่ได้เรียนจบมาทางงานปั้น จึงต้องศึกษาข้อมูลอยู่ระยะหนึ่ง โดยเริ่มจากการทำกระถางจากกะลามะพร้าว ก่อนที่จะมาลงตัวกับวัสดุอย่าง “คัลเลอร์ซีเมนต์” ที่มีสีผสมอยู่ในเนื้อปูนสำเร็จรูป ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้สำหรับฉาบฝาผนังบ้าน โดยลองนำวัสดุดังกล่าวมาผสมกับปูนปลาสเตอร์ และนำมาทำกระถางต้นไม้นี้ เกิดเป็นชิ้นงานลงตัวในที่สุด

ทุนเบื้องต้น ใช้เงินลงทุนประมาณ 2,000-3,000 บาท ทุนวัสดุ อยู่ที่ประมาณ 50% จากราคาขาย ซึ่งราคาขายอยู่ที่ใบละ 250 บาท โดยมีขนาดเดียวคือ 10x10 เซนติเมตร วัสดุอุปกรณ์ ประกอบด้วย กระดาษ, ดินสอ, ยางลบ, ดินปั้น, กระถางสังกะสี, ยางซิลิโคน, ตัวเร่งยางซิลิโคน, พายยาง, ดินนํ้ามัน, ปูนปลาสเตอร์, คัลเลอร์ซีเมนต์, พลาสติกอะคริลิกสีใส, เหยือกนํ้าพลาสติก, นํ้ายาเคลือบเงาใสกันซึม, แปรงทาสี, ผ้าก๊อซ, ยางรัดของ, นํ้าเปล่า, ถุงมือยาง, หลอดกาแฟ

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากออกแบบกระถางก่อน แล้วจึงทำกระถางต้นแบบขึ้นมา โดยใช้ดินปั้นขึ้นรูปรอบ ๆ ตัวกระถางสังกะสี ก็จะได้กระถางต้นแบบ จากนั้นนำกระถางต้นแบบมาใช้สำหรับการหล่อกระถาง ซึ่งการ    ทำแบบหล่อนี้จะทำเป็นบล็อกสี่เหลี่ยมจัตุรัส โดยแบ่งเป็น 3 ชิ้น ได้แก่     ด้านหน้า ด้านหลัง และด้านบนหรือหัวกระถาง ต่อมาให้นำพลาสติกอะคริลิกสีใสขนาด 15X15 เซนติเมตร จำนวน 4 แผ่นมาเรียงต่อกันเพื่อทำเป็นบล็อกกั้น นำดินนํ้ามันอุดรอบชิ้นส่วนทั้ง 3 ไว้ไม่ให้ยางซิลิโคนไหลออกไปด้านใดด้านหนึ่ง จากนั้นนำยางซิลิโคนเทผสมกับตัวเร่งยางซิลิโคนใน เหยือกนํ้าพลาสติก ที่อัตราส่วนยางซิลิโคน 1 ขวดต่อตัวเร่งยางซิลิโคน 1/2 ขวด ใช้พายยางคนให้ทั่วประมาณ 5 นาที ซึ่งหากคนไม่ทั่วเวลาเทยางซิลิโคนลงไป

ในแบบหล่อ ยางซิลิโคนจะไม่แห้งหรือแห้งเพียงบางจุดเท่านั้น ต่อมาให้นำดินนํ้ามันที่อุดแบบหล่อด้านหน้าออก ใช้แปรงทาสีจุ่มยาง

ซิลิโคนที่ผสมแล้วทาให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมงจนแห้ง จากนั้นทำแบบ นี้ซํ้าอีก 4 ครั้ง จนครบ 5 ครั้ง สำหรับในครั้งที่ 6 ให้นำผ้าก๊อซมาแปะทับแบบหล่อ แล้วใช้แปรงทายางซิลิโคนอีก 1 ครั้ง รอจนแห้ง แล้วจึงนำ ปูน ปลาสเตอร์ เทใส่บล็อกปิดแบบหล่อด้านหน้ากระถาง โดยการทำ “แบบหล่อกระถางด้านหลัง” ก็ใช้วิธีการเช่นเดียวกันกับการทำ “แบบหล่อกระถางด้านหน้า” นี้

สำหรับ “แบบหล่อด้านบน” หรือหัวกระถางนั้น ขั้นตอนการทำ เริ่มจากเทยางซิลิโคนใส่บล็อกแบบหล่อด้านบนให้เต็ม จากนั้นนำผ้าก๊อซแปะส่วนที่เป็นขอบ ใช้แปรงจุ่มยางซิลิโคนทาป้ายด้านบนอีกที รอจนยางซิลิโคนแห้งประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วจึงเท ปูนปลาสเตอร์ใส่บล็อกปิดแบบหล่อด้านบน ให้เต็ม ปล่อยทิ้งไว้ 1 คืน หรือจนกว่าจะแน่ใจว่าแห้งสนิท จึงนำมาใช้งาน โดยขั้นตอนการทำแบบหล่อกระถางทั้งหมดนี้ ใช้เวลาประมาณ 3 วัน จึงจะได้แบบที่สมบูรณ์

ขั้นตอนต่อมา เมื่อได้แบบหล่อกระถางที่สมบูรณ์ ก็เริ่มทำการหล่อกระถาง โดยใช้ยางรัดแบบหล่อซ้ายขวาให้แน่น ไม่ให้แบบขยับ จากนั้นนำคัลเลอร์ซีเมนต์ผสมปูนปลาสเตอร์ ที่อัตราส่วน 1:1 และคนให้เข้ากัน ก่อนเทใส่ลงไปในเหยือกนํ้าพลาสติก พร้อมเทนํ้าเปล่าลงไปผสม เมื่อผสมเสร็จแล้วให้เทใส่รูแบบหล่อกระถาง โดยเมื่อเทรอบแรกเสร็จแล้วให้จับแบบหล่อเขย่าให้ปูนปลาสเตอร์แน่นก่อน จากนั้นจึงเทรอบที่ 2 และ 3 ตามลำดับ เมื่อทำขั้นตอนนี้ครบแล้ว ให้นำหลอดกาแฟ 2 หลอดใส่ลงไปตรงกลางแบบเพื่อทำเป็นรูระบายนํ้า ทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 1 ชั่วโมง โดยระหว่างที่ปูนเริ่มแข็งตัวให้นำหลอดกาแฟออก จากนั้นแกะแบบออกและปล่อยทิ้งไว้ 1 คืนให้กระถางแห้ง เมื่อแห้งแล้วให้ทา นํ้ายาเคลือบเงาอีก 2 รอบ เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ

สำหรับชิ้นงาน “กระถางหน้ายิ้ม” นี้ น่าสนใจสำหรับคนที่กำลังมองหา “ช่องทางทำกิน” เกี่ยว กับงานประดิษฐ์ “ของตกแต่งบ้าน-ตกแต่งสวน” และถ้าหากสามารถเลือกทำเลขายใกล้ ๆ กับหมู่บ้าน หรือคอนโดฯ เปิดใหม่ ก็จะยิ่งขายดี

สนใจงาน “กระถางหน้ายิ้ม” โทร. 08-5504-3161 หรือเลือกชมสินค้าได้ที่ www.facebook.com/toflowerpot หรืออินสตาแกรมที่ใช้ชื่อ   ว่า toflowerpot และนี่ก็นับเป็นอีกหนึ่งไอเดียของงาน “กระถาง” ซึ่งเกิดจากการนำเอาวัสดุต่าง ๆ มาผสมผสาน จนเป็น “ช่องทางทำกิน” ที่น่าสนใจ ใช้เป็นอาชีพได้.

สุรางค์รัตน์ เจนการ : รายงาน / สุนิสา ธนพันธสกุล : ภาพ

credit by : http://www.dailynews.co.th/Content/Article/308968/‘กระถางหน้ายิ้ม’+งานปั้นยิ้ม...รับเงิน

Read More...


'สร้อยหินนำโชค' ชูมงคล..เป็นจุดขาย



“สร้อยหินนำโชค” เป็นแฟชั่นฮิต ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในขณะนี้ เพราะเป็นทั้งเครื่องประดับตกแต่งที่สวยงาม รวมทั้งยังมีจุดขายเกี่ยวกับความเชื่อว่า... ช่วยเสริมมงคลให้ชีวิต ซึ่งเวลานี้เป็นอีกหนึ่งชิ้นงาน ที่ทาง “จ๋า-ภูรดา ยอดบางเตย” ใช้สร้างรายได้ และเป็น “ช่องทางทำกิน” ที่วันนี้ คอลัมน์นี้มีข้อมูลนำมาให้พิจารณา...

ภูรดา ผู้ผลิตชิ้นงานเล่าว่า... ก่อนจะมายึดอาชีพทำ “สร้อยข้อมือหินนำโชค” นั้น เดิมทำงานประจำ แต่เมื่อมีลูกจึงจำเป็นต้องออกจากงานประจำ เพื่อมาทุ่มเทเวลาในการดูแลลูก แต่ก็พยายามมองหาอาชีพ-มองธุรกิจอื่น ๆ ไว้ด้วย จนได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับหินเสริมดวงก็ได้เกิดความสนใจ ประกอบกับชอบเครื่องประดับและมีแร่เฮมาไทต์ที่เก็บไว้เป็นจำนวนมาก จึงคิดว่าน่าจะทำชิ้นงานจากหินชนิดนี้เพื่อจำหน่าย ปรากฏว่าหลังจากทำขายได้รับการตอบรับดีมาก ๆ จากจุดนั้นก็จึงยึดเป็นอาชีพทำสร้อยข้อมือหินนำโชคนี้ขายเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

“ชอบงานเกี่ยวกับเครื่องประดับอยู่แล้ว และที่บ้านก็มีหินประเภทนี้อยู่มาก จึงลองออกแบบสร้อยข้อมือนี้เพื่อขาย ตอนแรกตั้งใจจะทำขายเพื่อหารายได้เสริมยามว่างเท่านั้น แต่พอดีมีลูกค้าสนใจมากก็เลยเพิ่มกำลังผลิต และพยายามศึกษาเกี่ยวกับหินชนิดต่าง ๆ เพิ่มเติม เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลให้กับลูกค้า” ...ภูรดา เจ้าของชิ้นงานกล่าว

การทำสร้อยข้อมือเพื่อขาย... จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก ทั้งนี้ ชิ้นงานดังกล่าวก็มีหลักไม่แตกต่างจากชิ้นงานอื่น ๆ โดยเจ้าของชิ้นงานกล่าวว่า... คนที่สนใจการทำสร้อยข้อมือหินขาย ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ “ลักษณะหิน” ชนิดต่าง ๆ ว่าแต่ละชนิดนั้น มีจุดเด่น หรือช่วยเสริมมงคล-เสริมดวงด้านไหน เพราะหินมงคลมีมากมายหลายรูปแบบ ซึ่งกว้าง ๆ ก็จะแบ่งออกได้ 5 กลุ่ม คือด้านการเงิน การงาน ความรัก สุขภาพ และช่วยปกป้องคุ้มครอง นอกจากนั้นยังมีเรื่อง “สีที่ถูกโฉลก” ตามวันเกิดของผู้สวมใส่ด้วย ซึ่งคนที่คิดจะยึดอาชีพการทำสร้อยข้อมือหินนำโชคจำเป็นต้องรู้ข้อมูลส่วนนี้ไว้ใช้ เพื่อให้คำปรึกษากับลูกค้า

“นอกจากลูกเล่นและการออกแบบให้สวยงามแล้ว หินที่นำมาทำชิ้นงานก็จะเลือกใช้แต่หินอย่างดีเท่านั้น โดยจะต้องไม่มีจุดตำหนิ ไม่มีรอยแตกร้าว หรือจุดด่างดำบนหิน เพราะจะดูไม่ดี เนื่องจากนอกจากจะเป็นเครื่องประดับแล้ว สร้อยข้อมือหินนี้ก็ยังถือเป็นเครื่องรางนำโชคด้วย” ...เป็นจุดเด่น “สร้อยหินนำโชค” ที่เจ้าของชิ้นงานระบุ ซึ่งจุดเด่นเรื่องช่วยเสริมมงคลชีวิตนี้ นับเป็นอีกจุดขายที่น่าสนใจ ทั้งนี้ สร้อยข้อมือหินนำโชคของภูรดา จะเน้นขายผ่านช่องทางออนไลน์ คือทางเฟซบุ๊กชื่อ By Phurada handmade accessories และผ่านทางไลน์คือ Phurada04

ทุนเบื้องต้น ใช้เงินลงทุนประมาณ 5,000 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่าหินกับวัสดุอุปกรณ์ ทุนวัสดุ อยู่ที่ประมาณ 60% จากราคา ซึ่งราคาขายสร้อยข้อมือหินนำโชค ถ้าเป็นไซซ์ผู้หญิง อยู่ที่เส้นละ 450 บาท (ถ้าซื้อ 3 เส้น ราคาอยู่ที่ 1,000 บาท) และไซซ์ผู้ชายอยู่ที่เส้นละ 550 บาท (ถ้าซื้อ 2 เส้น ราคาอยู่ที่ 1,000 บาท)

วัสดุอุปกรณ์ ประกอบด้วย หินสีชนิดต่าง ๆ, อุปกรณ์เพื่อตกแต่งชิ้นงาน เช่น อุปกรณ์เชื่อม (ใช้สำหรับเชื่อมจำพวกเพชร คริสตัล และเงิน เพื่อประกอบเป็นรูปต่าง ๆ), จี้ห้อยสำหรับตกแต่ง, ด้ายเอ็น, ไม้บรรทัด, กรรไกร เป็นต้น

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากสอบถามรายละเอียดจากลูกค้าให้ละเอียดว่าต้องการหินประเภทไหน สีอะไร หรืออาจช่วยให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าว่าหินสีชนิดใดที่เหมาะกับลูกค้า หลังจากได้รายละเอียดแล้วให้วัดไซซ์ข้อมือของลูกค้าด้วยการนำเชือกวัดรอบ ๆ ข้อมือ และนำมาวัดด้วยไม้บรรทัด โดยใช้ค่าเป็นเซนติเมตร เมื่อเรียบร้อยแล้วจึงเริ่มออกแบบ โดยนำหินชนิดและสีตามที่ลูกค้าต้องการมาวางเรียงลงบนถาดทำเป็นรูปวงกลม จากนั้นใช้อุปกรณ์ตกแต่งพวกตัวเชื่อมรูปต่าง ๆ มาจัดวางแทรก เพื่อดูว่าแบบของสร้อยที่ทำนั้น ลงตัวหรือสวยงามดีพอแล้วหรือยัง จากนั้นนำด้ายเอ็นที่ได้เลือกสีไว้มาร้อยเข้ากับหิน

หลังจากร้อยสร้อยเสร็จแล้ว ให้นำไปวัดว่า... ได้ความยาวหรือขนาดที่ถูกต้องแล้วหรือยัง เมื่อถูกต้องแล้วจึงทำการผูกด้ายเอ็นให้แน่น ใช้กรรไกรตัดปลายด้ายเอ็นที่ยาวเกินออกให้เรียบร้อย และนำจี้รูปต่าง ๆ มาตกแต่ง เพื่อความสวยงาม เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ และสำหรับการทำสร้อยข้อมือหินนำโชคนี้ เทคนิคที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรง-คงทนนั้น ภูรดาแนะนำว่า... ควรใช้ด้ายเอ็น 2-3 เส้น ทั้งนี้ สร้อยข้อมือหินนำโชคมีวิธีทำที่ไม่ซับซ้อน ซึ่งน่าสนใจสำหรับคนที่กำลังมองหางานประดิษฐ์-งานฝีมือ เพื่อใช้เป็น “ช่องทางทำกิน”

สนใจงาน “สร้อยหินนำโชค” โทร. 08-5911-5247 หรือเข้าไปชมสินค้าหรือสั่งทำได้ตามช่องทางต่าง ๆ ข้างต้น ซึ่งชิ้นงานดังกล่าว ขณะนี้ก็กำลังได้รับความสนใจ-กำลังมีกระแส เพียงแต่ต้องหาเอกลักษณ์ที่เป็นตัวเอง-มีรูปแบบที่ไม่ซ้ำใคร ถ้าทำได้ก็เป็นอีกรูปแบบ “ช่องทางทำกิน” ที่ก็นับว่าน่าสนใจ.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : เรื่อง / ภมร มานะพรชัย : ภาพ

........................................................................................

คู่มือลงทุน...สร้อยหินนำโชค

ทุนเบื้องต้น ประมาณ 5,000 บาท

ทุนวัสดุ ประมาณ 60% จากราคา

รายได้ เริ่มต้นที่เส้นละ 450 บาท

แรงงาน 1 คนขึ้นไป

ตลาด กลุ่มเครื่องประดับ-เครื่องราง

จุดน่าสนใจ ทำเป็นอาชีพเสริมได้ กระแสดี

credit by : http://www.dailynews.co.th/Content/Article/297695/‘สร้อยหินนำโชค’+ชูมงคล..เป็นจุดขาย

Read More...


‘นาฬิกาไม้+เรซิ่น’ เทคนิคผสม...ไอเดียทำเงิน


ทุนเบื้องต้น ใช้เงินลงทุนประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป ทุนวัสดุ อยู่ที่ประมาณ 30% จากราคา ซึ่งราคาขายเริ่มตั้งแต่ ชิ้นละ 800-1,500 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดนาฬิกา โดยที่ขายอยู่นั้น มี 2 ขนาด คือ ขนาดเล็กอยู่ที่ประมาณ 6X6 เซนติเมตร และประมาณ 7X7 เซนติเมตร กับขนาดใหญ่ขนาดประมาณ 11X15 เซนติเมตร

วัสดุอุปกรณ์ ประกอบด้วย ไม้สัก, เรซิ่นใสหรือพลาสติกเรซิ่น, น้ำยาสำหรับงานเรซิ่น, เลื่อย, ไม้ MDF, แผ่นพลาสติกใส, เดือยไม้, แท่งไม้หรือตะเกียบ, ถ้วยพลาสติก, กาวอีพ็อกซี่, กระดาษทราย, สว่านไฟฟ้า, สว่านหัวผ้าปัดเงา, ไขควง และอะไหล่นาฬิกา เช่น เข็ม ตัวเรือน สกรู เป็นต้น

ขั้นตอนการทำ เลือกไม้ก่อน โดยดูว่าหน้าไม้หรือลายไม้ที่ใช้ควรนำมาทำเป็นส่วนประกอบใดได้บ้าง จากนั้นออกแบบนาฬิกาตามลักษณะไม้ที่มี เพราะไม้แต่ละท่อนจะมีความงามตามธรรมชาติและลวดลายไม่เหมือนกัน เมื่อได้แล้วให้นำไม้มาตัดทำเป็นตัวนาฬิกา โดยตัดตามลักษณะไม้ที่ได้ จากนั้นทำการเลื่อยไม้ MDFออกเป็นแผ่น ให้ได้จำนวน 5 แผ่น เริ่มประกอบโดยนำไม้ 1 แผ่น มาวาง เพื่อใช้เป็นฐานก่อน ส่วนอีก 4 แผ่น ที่เหลือ ให้นำมาวางเรียงต่อกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เพื่อทำเป็นบล็อกกั้น หรือเป็นแม่พิมพ์นาฬิกา จากนั้นนำแผ่นพลาสติกใสมาตัดแบ่งออกเป็น 5 ชิ้น ให้เท่ากับบล็อกหรือแม่พิมพ์นาฬิกา แล้วมาวางเรียงใส่ด้านในบล็อกที่เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าอีกชั้น ก่อนที่จะเทเรซิ่นเพื่อทำให้เกิดความลื่น และป้องกันเรซิ่นติดกับไม้บล็อก

ต่อมาให้นำเรซิ่นเทใส่ถ้วยพลาสติก เทน้ำยาสำหรับงานเรซิ่นเพื่อเร่งปฏิกิริยาลงไป ใช้แท่งไม้คนประมาณ 10 นาที จนเป็นเนื้อเดียวกัน นำไม้ส่วนที่ตัดไว้แล้วมาวางใส่ในบล็อกตามตำแหน่งที่ต้องการ เทเรซิ่นใส่ในบล็อกเพื่อเติมเต็มช่องว่างที่เหลือ แล้วปล่อยทิ้งให้แห้งประมาณ 3-4

ชั่วโมงขึ้นไป เมื่อเรซิ่นเริ่มแข็งตัว แกะพิมพ์บล็อกไม้ออก จากนั้นใช้เลื่อยตัดเป็นนาฬิการูปทรงสี่เหลี่ยม ใช้กระดาษทรายขัดเกลาชิ้นงาน แล้วใช้สว่านหัวผ้าปัดบริเวณเรซิ่น เพื่อให้เกิดความเงาและใสอีกครั้งหนึ่ง

ขั้นตอนต่อไป เริ่มใส่อะไหล่นาฬิกา โดยใช้สว่านเจาะรูที่ฐานเรือนนาฬิกา นำสกรูใส่ในรูหมุนเพื่อยึดเรือนนาฬิกา ให้ติดกับโครงของตัวเครื่องด้านใน นำเดือยไม้ใส่เข้าไประหว่างเรือนนาฬิกา แล้วใช้กาวติดอีกรอบเพื่อความแน่น ส่วนหน้าปัดนาฬิกาใช้สว่านเจาะเรือนนาฬิกา จากนั้นวางเข็มสั้นใส่ก่อนตามด้วยเข็มยาว ใช้สกรูหมุนปิดให้สนิท เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ

“ข้อควรระวังคือการป้องกันตัวเอง อย่างขั้นตอนผสมเรซิ่นนั้น ควรสวมหน้ากากป้องกัน เพราะเรซิ่นมีกลิ่นอายระเหยที่ฉุน และระหว่างผสมนั้น อย่าคนเร็วเกินไป เพราะจะทำให้เกิดฟองอากาศได้ ส่วนการเพิ่มความใสนั้น ก็เป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลา และต้องใจเย็น โดยต้องใช้กระดาษทรายค่อย ๆ ขัดเพื่อไล่รายละเอียด จนชิ้นงานเริ่มมีความใส ก็จะได้ชิ้นงานที่มีความสวยงามและสมบูรณ์แบบที่สุด” ... เป็นคำแนะนำจากเจ้าของชิ้นงานนี้ ซึ่งน่าสนใจสำหรับคนที่มองหา “ช่องทางทำกิน” เกี่ยวกับงานประดิษฐ์-งานฝีมือ โดยเฉพาะคนที่คิดต่อยอดงานเครื่องประดับ-นาฬิกา

สนใจงาน “นาฬิกาไม้ผสมเรซิ่น” ชมสินค้าได้ที่ www.facebook.com/nympheart หรือทางอินสตาแกรมที่ใช้ชื่อว่า nympheart หรือไลน์ momopleankan และนี่ก็นับเป็นอีกหนึ่ง ไอเดียของงาน “นาฬิกา” ซึ่งเกิดจากการนำเอาวัสดุแตกต่างมาผสมผสาน จนเป็น “ช่องทางทำกิน” ที่น่าสนใจ ใช้เป็นอาชีพได้.

สุรางค์รัตน์ เจนการ : รายงาน

credit by : http://www.dailynews.co.th/Content/Article/305702/‘นาฬิกาไม้%2Bเรซิ่น’+เทคนิคผสม...ไอเดียทำเงิน

Read More...


‘จี้สร้อยคออะคริลิก’ เครื่องประดับฟรุ้งฟริ้งทำเงิน!




‘จี้สร้อยคออะคริลิก’
เครื่องประดับฟรุ้งฟริ้งทำเงิน!

เจ้าของชิ้นงาน ที่ใช้ชื่อแบรนด์ว่า JEEZEJEWbyJAY เล่าว่า จุดเริ่มต้นการทำเครื่องประดับจากวัสดุอะคริลิก เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยเรียนเกี่ยวกับศิลปะอุตสาหกรรมและออกแบบโลหะ
วันเสาร์ 21 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 07:00 น.

งานแฮนด์เมดกับชิ้นงานเครื่องประดับไม่เคยตัน เพราะต่อ ยอดได้จากวัสดุหลากหลาย สามารถทำเป็น “ช่องทางทำกิน” ได้หลากวิธี อย่างเช่นงาน “จี้สร้อยคออะคริลิก” ของ “พิทยกิจ จิยางกูร” ที่นำวัสดุอย่างพลาสติกอะคริลิกมาประยุกต์เข้ากับการทำเครื่องประดับ จนกลายเป็นชิ้นงานที่ทำเงินได้น่าสนใจ ซึ่งวันนี้ทีมคอลัมน์ “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมานำเสนอ…

พิทยกิจ เจ้าของชิ้นงาน ที่ใช้ชื่อแบรนด์ว่า JEEZEJEWbyJAY เล่าว่า จุดเริ่มต้นการทำเครื่องประดับจากวัสดุอะคริลิก เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยเรียนเกี่ยวกับศิลปะอุตสาหกรรมและออกแบบโลหะ ที่เกี่ยวข้องกับงานเครื่องประดับ โดยระหว่างเรียนอยู่ชั้นปี 4 ทางอาจารย์ผู้สอนได้คิดโจทย์ให้นักศึกษาต้องออกแบบและทำเครื่องประดับขึ้นมา 1 ชิ้น ซึ่งตนเองมีความสนใจที่จะนำอะคริลิกมาประยุกต์เข้ากับงานเครื่องประดับ โดยเริ่มจากการทำแหวน ปรากฏว่าผลตอบรับดี จึงคิดต่อยอดทำเครื่องประดับชนิดอื่น ๆ เพิ่ม

หลังจากนั้นได้นำชิ้นงานเดิมมาพัฒนาต่อยอดเกิดเป็นชิ้นงานหลายชนิด อาทิ ตุ้มหู พวงกุญแจ สร้อยคอ โดยเน้นขายผ่านช่องทางออนไลน์ คือที่ www.facebook.com/JEEZEJEWbyJAY ทางอินสตาแกรมชื่อ jeezejewbyjay และทางไลน์ jjayjiyangkul ทั้งนี้ เจ้าของชิ้นงานเล่าว่า สำหรับการทำจี้สร้อยคอนั้นจะเลือกใช้อะคริลิกที่มีความเบาบางมากที่สุด เพื่อไม่ให้มีความหนาจนเกินไป โดยตอนนี้ที่ทำอยู่มี 2 แบบ ได้แก่ รูปดาวและรูปหัวใจ

“สำหรับกากเพชรที่ใช้ตกแต่งจี้ ก็เลือกให้มีสีสันฉูดฉาด ที่สำคัญเวลาที่ลูกค้าเขย่าสร้อยจะมีเสียง อีกทั้งความแวววาวฟรุ้งฟริ้งของกากเพชรที่ใช้ก็ทำให้ชิ้นงานดูน่าสนใจ สะดุดตามากขึ้น ซึ่งเป็นจุดขายของชิ้นงานตัวนี้” ...เจ้าของชิ้นงานกล่าว ซึ่งจุดขายนี้ก็เป็นอีกไอเดียน่าสนใจ ที่นำเอาความแวววาวของกากเพชรมาช่วยสร้างจุดเด่นให้สินค้า

ทุนเบื้องต้น ใช้เงินลงทุนประมาณ 4,000 บาท ทุนวัสดุ อยู่ที่ประมาณ 50% จากราคา ซึ่งราคาขายเริ่มตั้งแต่ 250-350 บาทต่อชิ้น ขึ้นกับขนาดของจี้และสร้อยคอ โดยปัจจุบันมี 2 ขนาด ได้แก่ ขนาดเล็กประมาณ 1.5 นิ้ว และขนาดใหญ่ประมาณ 2 นิ้ว

วัสดุอุปกรณ์ ประกอบด้วย แผ่นอะคริลิกสีใส, แผ่นอะคริลิกสีขาวขุ่น, กากเพชรกลิตเตอร์, ห่วงเงิน, สร้อย, กาวสำหรับใช้ติดเครื่องประดับ, คีมปากแหลม, ช้อนพลาสติกขนาดเล็ก, กระดาษทราย

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากออกแบบสร้อยคอในโปรแกรมคอมพิว เตอร์ก่อน เมื่อได้รูปแบบที่ต้องการแล้ว จึงสั่งให้ทางโรงงานทำการตัดอะคริลิกขึ้นรูปตามแบบ เพื่อทำเป็นชิ้นส่วนในการประกอบทำจี้สร้อยคอ ซึ่งประกอบด้วย โครงบอดี้สีใส ขนาด 4 มิลลิเมตร จำนวน 1 แผ่น, บอดี้ปิดด้านหน้าและหลังของจี้สี ที่ใช้อะคริลิกสีใส ขนาด 1 มิลลิเมตร จำนวน 2 แผ่น และโครงบอดี้สำหรับใช้เพื่อเป็นขอบสำหรับปิดรอยกาวสีขาวขุ่น ขนาด 1 มิลลิเมตร จำนวน 2 แผ่น

ต่อมาเป็นขั้นตอนของการประกอบสร้อยคอ เริ่มจากนำโครงบอดี้ จี้สีใส ขนาด 4 มิลลิเมตร มาลอกกระดาษกันรอยออกให้หมดทั้ง 2 ด้าน จากนั้นนำบอดี้สำหรับปิดด้านหลังจี้สีใสขนาด 1 มิลลิเมตรมาลอกกระดาษกันรอยออก ใช้กาวทาโครงบอดี้จี้ด้านใดด้านหนึ่งให้ทั่ว จากนั้นนำบอดี้ที่สำหรับใช้ปิดหลังจี้มาติดประกบเข้ากับโครงบอดี้ ปล่อยทิ้งไว้ให้กาวแห้งประมาณ 10 นาที

จากนั้นเริ่มทยอยตักกากเพชรใส่ลงไปในส่วนที่เป็นบอดี้จี้ ใช้ช้อนเกลี่ยให้ทั่ว แล้วทากาวบนบอดี้จี้อีก 2 ด้านที่เหลือ คือ ด้านหน้าและหลัง ให้ทั่วอีกครั้ง นำบอดี้สำหรับปิดด้านหน้ามาติดประกบ ปล่อยทิ้งไว้ให้กาวแห้งอีก 10 นาที เมื่อกาวแห้งแล้ว จึงนำโครงบอดี้สำหรับใช้เป็นขอบสีขาวขุ่น ขนาด 1 มิลลิเมตรมาทากาวให้ทั่ว นำไปติดบนบอดี้สร้อย รอให้กาวแห้ง แล้วนำโครงบอดี้สำหรับใช้เป็นขอบมาทากาว และนำมาติดบนบอดี้สร้อยอีกด้าน รอจนกาวแห้งสนิท หรือทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที จึงนำอะไหล่สร้อยมาประกอบเข้ากับจี้ เริ่มจากใช้คีมปากแหลมแง้มห่วงเงินออกจากกันเล็กน้อย สอดใส่รูบอดี้จี้ที่เป็นห่วงด้านบนเข้าไป จากนั้นบีบห่วงเงินให้ติดกัน นำสายสร้อยร้อยใส่รูห่วงเงิน เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ “จี้สร้อยคอ” จากอะคริลิก

“การทำสร้อยอะคริลิกนั้น ต้องใจเย็น และมีข้อควรระวังโดยเฉพาะขั้นตอนการใส่กากเพชร ซึ่งถ้าหากใส่กากเพชรมากเกินไป เวลานำอะคริลิกมาปิดประกบจะทำให้ปิดไม่ลง เกิดช่องโหว่ ทำให้กากเพชรล้นหรือหลุดออกมาได้ จนชิ้นงานเสียหาย หรือหากใส่กากเพชรน้อยเกินไปก็จะลงมากองอยู่บริเวณด้านล่างจี้ ทำให้ดูไม่สวย จึงควรใส่ในปริมาณที่พอดี เพื่อให้กากเพชรขยับได้ เวลาเขย่าก็จะเกิดเสียง ทั้งนี้ หากอะคริลิกที่สั่งทำมีรอยไหม้จากการตัดไปบ้าง ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะสามารถใช้กระดาษทรายขัดรอยไหม้ออกได้” ...เป็นคำแนะนำจากเจ้าของชิ้นงาน ซึ่งน่าสนใจสำหรับคนที่กำลังมองหา “ช่องทางทำกิน” เกี่ยวกับงานประดิษฐ์-งานฝีมือ-งานเครื่องประดับ ที่ลงทุนไม่สูง ใช้วัสดุไม่เยอะ

สนใจงาน “สร้อยคออะคริลิก” โทร. 08-6271-7770 และนี่ก็นับเป็นอีกหนึ่ง “ไอเดียงานแฮนด์เมด” ที่เกิดจากการนำวัสดุมาประยุกต์ ใช้ ที่สามารถใช้เป็น “ช่องทางทำกิน” ทำเป็นอาชีพได้ รวมทั้งกับคนที่คิด จะทำเป็นอาชีพเสริม คนที่อยากจะใช้เวลาว่างทำเครื่องประดับ เพื่อเสริม สร้างรายได้.

สุรางค์รัตน์ เจนการ :เรื่อง / สุนิสา ธนพันธสกุล :ภาพ

credit by : http://www.dailynews.co.th/Content/Article/302517/‘จี้สร้อยคออะคริลิก’+เครื่องประดับฟรุ้งฟริ้งทำเงิน!


Read More...


ชวนบริจาคเงินและสิ่งของให้สถานสงเคราะห์ต่างๆ, ผมรวมรายชื่อไว้ให้ ติดต่อได้ตามสะดวกครับ



ชวนทำทานครับ
ช่วยบริจาคเงินให้เด็กและผู้ด้อยโอกาสตามสถานสงเคราะห์ต่างๆ นะครับ
ร่วมกันทำในสิ่งที่คุณสามารถช่วยทำได้...บริจาคเงินและสิ่งของกันนะครับ

เลือกและติดต่อด้วยตนเองได้จากรายชื่อต่อไปนี้ครับ >>

สถานสงเคราะห์เด็ก
1. สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนปากเกร็ด โทร. 02-583-3000
2. สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไท โทร. 02-584-7254-55
3. สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรังสิต โทร. 02-577-2347
4. สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านบางละมุง(ชลบุรี) โทร. 038-241-373
5. สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านปากเกร็ด โทร. 02-583-8343
6. สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านมหาเมฆ โทร. 02-286-2013
7. สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านราชสีมา โทร. 044-242-552
8. สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านศรีธรรมราช โทร. 075-356-166
9. สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านหนองคาย โทร. 042-407-387
10. สถานสงเคราะห์เด็กชายจังหวัดยะลา โทร. 073-274-488
11. สถานสงเคราะห์เด็กบ้านแคนทอง (ขอนแก่น) โทร. 043-337-533
12. สถานสงเคราะห์เด็กบ้านเวียงพิงค์ (เชียงใหม่) โทร. 053-121-161
13. สถานสงเคราะห์เด็กบ้านสงขลา โทร. 074-333-223
14. สถานสงเคราะห์เด็กปัตตานี โทร. 073-460-131
15. สถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี โทร. 02-354-7484
16. สถานสงเคราะห์เด็กหญิงจังหวัดสระบุรี โทร. 0-3626-6708
17. สถานสงเคราะห์เด็กหญิงอุดรธานี โทร. 0-4229-5074 (ไม่มีคนรับ)
18. สถานสงเคราะห์เยาวชนมูลนิธิมหาราช(ปทุมธานี) โทร. 02-577-1267

สถานแรกรับเด็ก
1. สถานแรกรับเด็กชายปากเกร็ด โทร. 02-583-8345
2. สถานแรกรับเด็กหญิงบ้านธัญญพร โทร. 02-577-6572

สถานสงเคราะห์คนชรา
1. สถานสงเคราะห์คนชราบ้านเขาบ่อแก้ว (นครสวรรค์)โทร. 056-204-039
2. สถานสงเคราะห์คนชราบ้านจันทบุรี โทร. 039-326-496
3. สถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) (นครปฐม) โทร. 034-338-412
4. สถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อลำใยอุปถัมภ์) (กาญจนบุรี) โทร. 034-531-441
5. สถานสงเคราะห์คนชรานครปฐม โทร. 034-255-102
6. สถานสงเคราะห์คนชราบ้านทักษิณ (ยะลา) โทร. 073-257-565, 073-212-904
7. สถานสงเคราะห์คนชราบ้านธรรมปกรณ์ (เชียงใหม่) โทร. 053-278-573
8. สถานสงเคราะห์คนชราบ้านธรรมปกรณ์ (โพธิ์กลาง) (นครราชสีมา) โทร. 044-242-521
9. สถานสงเคราะห์คนชราบ้านธรรมปกรณ์ (วัดม่วง) (นครราชสีมา) โทร. 044-242-490
10. สถานสงเคราะห์คนชราบ้านบางแค บริเวณสถานสงเคราะห์คนชราบ้านบางแค โทร. 02-413-1141
11. สถานสงเคราะห์คนชราบ้านบางแค 2 บริเวณสถานสงเคราะห์คนชราบ้านบางแค 2 โทร.02-455-6318
12. สถานสงเคราะห์คนชราบ้านบางละมุง (ชลบุรี) โทร. 038-241-121
13. สถานสงเคราะห์คนชราบ้านลพบุรี โทร. 036-413-706
15. สถานสงเคราะห์คนชราบ้านศรีตรัง โทร. 075-214-883
16. สถานสงเคราะห์คนชราบ้านมหาสารคาม โทร. 043-777-124, 0-4372-1524
17. สถานสงเคราะห์คนชราวัยทองนิเวศน์ (เชียงใหม่) โทร. 053-471-491
18. สถานสงเคราะห์คนชราวาสนะ (พระนครศรีอยุธยา) โทร. 035-359-277

สถานสงเคราะห์คนพิการ
1. สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพิการทางสมอง และปัญญาปากเกร็ด โทร. 02-583-6815
2. สถานสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา (หญิง) ปากเกร็ด โทร. 02-583-4246
3. สถานสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและ ปัญญาปากเกร็ด โทร. 02-583-8426
4. สถานสงเคราะห์เด็กพิการและทุพพลภาพปากเกร็ด โทร. 02-583-8396
5. สถานสงเคราะห์คนพิการการุณยเวศม์ (ชลบุรี) โทร. 038-241-741, 038-240-137
6. สถานสงเคราะห์คนพิการและทุพพลภาพ บางปะกง (ฉะเชิงเทรา) โทร. 038-528-290
7. สถานสงเคราะห์คนพิการและทุพพลภาพพระประแดง (สมุทรปราการ) โทร. 02-462-5232
8. สถานสงเคราะห์คนไข้โรคจิตทุเลา (ปทุมธานี) โทร. 02-577-1864
9. สถานสงเคราะห์คนไข้โรคจิตทุเลาหญิง (ปทุมธานี) โทร. 02-577-2898

ศูนย์ฟื้นฟูอาชีพคนพิการ
1. ศูนย์พัฒนาอาชีพคนพิการ (โรงงานปีคนพิการสากล) (นนทบุรี) โทร. 02-583-8415
2. ศูนย์ฟื้นฟูอาชีพคนพิการหนองคาย (หนองคาย) โทร. 042-407-478
3. ศูนย์ฟื้นฟูอาชีพคนพิการขอนแก่น โทร. 043-246-080
4. ศูนย์ฟื้นฟูอาชีพคนพิการนครศรีธรรมราช โทร. 0-75-375-255
5. ศูนย์ฟื้นฟูอาชีพคนพิการบ้านทองพูนเผ่าพนัส (อุบลราชธานี) โทร. 045-254-092
6. ศูนย์ฟื้นฟูอาชีพคนพิการพระประแดง (สมุทรปราการ) โทร. 02-462-5008
7. ศูนย์ฟื้นฟูอาชีพคนพิการหยาดฝน (เชียงใหม่) โทร. 053-471-327
8. สถานฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อุบลราชธานี) โทร. 045-285-469
9. สถานสงเคราะห์คนพิการจังหวัดอุบลราชธานี โทร. 045-285-359

สถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่ง
1. สถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่งกุ่มสะแก (เพชรบุรี) โทร. 032-425-416
2. สถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่งชายธัญญบุรี( ปทุมธานี) โทร. 02-577-1312
3. สถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่งหญิงธัญญบุรี (ปทุมธานี) โทร. 02-577-1148
4. สถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่งทับกวาง (สระบุรี) โทร. 036-357-320
5. สถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่งบ้านเมตตา (นครราชสีมา ) โทร. 044-922-666
6. สถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่งภาคใต้(นครศรีธรรมราช) โทร. 075-376-226
7. สถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่งวังทอง (พิษณุโลก) โทร. 055-311-217
8. สถานสงเคราะห์บ้านนิคมปรือใหญ่ (ศรีสะเกษ) โทร. 045-630-661
9. สถานสงเคราะห์ประจวบคีรีขันธ์ โทร. 032-554-388

สถานแรกรับคนไร้ที่พึ่ง
1. สถานแรกรับคนไร้ที่พึ่งนนทบุรี โทร. 0-2583-0044
2. สถานแรกรับคนไรที่พึ่งสันมหาพน (เชียงใหม่) โทร. 0-5347-1492, 053-471-771 (ห่างไกล ลำบาก)

**********************************************************************************************************

การ ให้อามิสทาน คือการให้วัตถุทาน ๑๐ อย่าง มีข้าว น้ำ ผ้า ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม ของลูบไล้ ที่นอน ที่พัก เครื่องประทีป หรือให้ปัจจัย ๔ มีจีวร เป็นต้น ย่อมให้ด้วย เหตุต่าง ๆ กันเป็น ๘ ประการคือ

๑. บุคคลบางคนให้ทาน เพราะหวังผลตอบแทน มุ่งสั่งสมการให้ทาน ด้วยคิดว่าถ้าตายไปแล้วจักได้เสวยผลตอบแทนนี้ จึงให้ข้าว ให้น้ำ เป็นต้น แก่สมณะ หรือพราหมณ์ เพื่อให้เป็นเสบียงเลี้ยงตัวในภพหน้า

๒. บุคคลบางคนให้ทาน ไม่ได้หวังผลแห่งทาน แต่ให้เพราะคิดว่าการให้ทานเป็น ความดี เป็นการทำตามคำของบัณฑิตที่กล่าวไว้ดีแล้ว บุคคลที่คิดให้ทานอย่างนี้ เมื่อตายไปเขาย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ เมื่อเสวยผลแห่งกรรมหมดสิ้นแล้ว เขาย่อมกลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้อีก คือได้มาเกิดเป็นมนุษย์อีก เป็นการให้เพื่อยังประโยชน์ให้สำเร็จ ให้เกิดความสุข

๓. บุคคลบางคนให้ทาน ไม่ได้คิดว่าการให้ทานเป็นการดี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย เคยให้ เคยทำมา ก็ควรทำไม่ให้เสียประเพณี เมื่อเขาตายไป ย่อมเข้าถึง ความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา เมื่อเสวยผลแห่งกรรมหมดสิ้นแล้ว เขาย่อมกลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้อีก คือกลับมาเป็นมนุษย์อีก เป็นการให้เพื่อรักษาประเพณี

๔. บุคคลบางคนให้ทาน ไม่ได้ให้เพราะคิดว่าบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย เคยให้ เคยทำมา แต่ให้ทานเพราะคิดว่าเราหุงหากินได้ ส่วนสมณะพราหมณ์ ไม่ได้หุงหากิน จึงให้ทานเพราะ ผลแห่งทานนี้ เมื่อเขาตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดุสิต เมื่อเสวยผลแห่ง ทานหมดสิ้นแล้ว เขาย่อมกลับมาสู่ความเป็นมนุษย์อีก เป็นการให้เพื่ออนุเคราะห์ ให้เพื่อบูชา

๕. บุคคลบางคนให้ทาน ไม่ได้คิดว่าเราหุงหากินได้ ส่วนสมณะพราหมณ์ไม่ได้หุงหากิน แต่ให้ด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนฤๅษีแต่ครั้งก่อน ๆ เพราะผลแห่งทานนี้ เมื่อเขาตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นนิมมานรดี เมื่อเสวยผลแห่งกรรมหมด สิ้นแล้ว เขาย่อมกลับมาสู่ความเป็นมนุษย์อีก เป็นการให้เพื่อต้องการเป็นผู้มีโชคดี ต้องการมีชื่อเสียง

๖. บุคคลบางคนให้ทาน ไม่ได้คิดว่าจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน แต่ให้ด้วยคิดว่า เราให้ทานอย่างนี้ จิตจักเลื่อมใส เกิดความปลื้มใจโสมนัสจึงได้ให้ทาน เพราะผลแห่งทานนี้ เมื่อเขาตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตตวสวฺตี เมื่อเสวยผลของกรรมหมดสิ้นแล้ว ก็จักกลับมาสู่ความเป็นมนุษย์อีก เป็นการให้เพื่อปลูกศรัทธาให้จิตเกิดปิติยินดี

ขออนุโมทนาล่วงหน้าครับ

credit by : http://www.protonclub.net/forum/?showtopic=65123

Read More...


‘ปากกาดอกไม้’ ทำเงินได้..ทุกเทศกาล!


สูตรที่ทำเป็นสูตรของคุณยายที่เคยทำให้กินตอนเด็ก ๆ เมื่อจะมาทำขายจึงนำมารื้อฟื้นใหม่อีกรอบ และประยุกต์ออกมาในแบบฉบับของตัวเอง โดยยำผลไม้ทั้งหมดที่ทำมี 4 เมนู
วันอาทิตย์ 25 มกราคม 2558 เวลา 03:00 น.

ผลไม้ไทยหลาย ๆ ชนิดถูกนำมาเป็นวัตถุดิบของอาหารคาวหวานหลาย ๆ อย่าง อาทิ ผัดเปรี้ยวหวาน, มัสมั่น, ส้มตำชนิดต่าง ๆ, แกงบวดฟักทอง, กล้วยบวชชี ฯลฯ จากจุดนี้เองจึงเป็นแรงบันดาลใจให้มีคนนำผลไม้มาสร้างเป็นเมนูยำต่าง ๆ ซึ่งถูกใจคนรับประทาน และมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วย อย่าง “ยำผลไม้รวม” ซึ่งทีมคอลัมน์ “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมานำเสนอในวันนี้...

นันทวรรณ ศรียะมาตร หรือ พี่ตุ้ม รองประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านเขาดิน อ.เก้าเลี้ยว จ.นครสวรรค์ เจ้าของเมนู “ยำผลไม้รวม” เล่าว่า ก่อนหน้าจะมาทำยำผลไม้รวมขายนั้น ได้ทำน้ำฝรั่งเกล็ดหิมะขายมาก่อน โดยใช้วัตถุดิบจากสวนหลังบ้านตนเอง โดยมีช่วงหนึ่งที่มีผลผลิตมาก ประกอบกับคำแนะนำจากลูกค้าให้ลองแปรรูปฝรั่งเป็นอาหารอย่างอื่นบ้าง จึงลองทำ “ยำฝรั่ง” ปรากฏว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ต่อมาจึงได้คิดเมนูยำผลไม้อื่น ๆ ขึ้นมาอีก โดยใช้ผลไม้อื่น ๆ ที่ปลูกเองมาเป็นวัตถุดิบ อาทิ มะม่วง, ส้มโอ

“สูตรที่ทำเป็นสูตรของคุณยายที่เคยทำให้กินตอนเด็ก ๆ เมื่อจะมาทำขายจึงนำมารื้อฟื้นใหม่อีกรอบ และประยุกต์ออกมาในแบบฉบับของตัวเอง โดยยำผลไม้ทั้งหมดที่ทำมี 4 เมนู ได้แก่ ยำผลไม้รวม, ยำส้มโอ, ยำมะม่วง, ยำฝรั่งสด นอกจากนี้ ยังได้ทำข้าวยำแหนมเพิ่มซึ่งเป็นเมนูขายดีอีกเมนูหนึ่ง” นันทวรรณ กล่าว

สำหรับอุปกรณ์ ที่ใช้ทำ “ยำผลไม้รวม” หลัก ๆ ก็มี ภาชนะสำหรับยำ, โหลแก้วสำหรับใส่ส่วนผสมต่าง ๆ, หม้อสเตนเลส, เขียง-มีด และอุปกรณ์เบ็ดเตล็ดในครัวเรือนทั่ว ๆ ไป

‘ปากกาดอกไม้’
ทำเงินได้..ทุกเทศกาล!

สำหรับช่องทางการขายของทางร้าน จะเน้นขายชิ้นงานผ่านช่องทางออนไลน์ คือที่ www.memindmadeshop.com หรือทางอินสตาแกรมใช้ชื่อ memindmadeshop
วันเสาร์ 24 มกราคม 2558 เวลา 05:46 น.

“ดอกไม้ประดิษฐ์” เป็นอีกหนึ่งวัสดุที่นิยมนำมาต่อ ยอด-ประยุกต์ใช้เข้ากับงานแฮนด์เมดได้อย่างต่อเนื่อง อย่างเช่นงาน “ปากกาดอกไม้” ของ “กฤษณา สุพร” ที่นำวัสดุดังกล่าวมาตกแต่งชิ้นงาน ทำให้ปากกาธรรมดา ๆ มีมูลค่า-มีจุดเด่นจนกลายเป็น “ช่องทางทำกิน” ที่น่าสนใจ ซึ่งวันนี้ คอลัมน์นี้ได้มีข้อมูลนำมาให้พิจารณา...

กฤษณา เจ้าของชิ้นงาน ที่ใช้ชื่อร้านว่า Me Mind Made Shop เล่าว่า...น้องสาวเป็นคนจุดประกายความคิดนี้ เพื่อหารายได้เสริมในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ ตอนนั้นก็มองหาไอเดียการทำชิ้นงานหลากหลายรูปแบบ จนมาสรุปที่การทำปากกาดอกไม้นี้ เนื่องจากเห็นว่า...มีขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยากมาก มีทุนวัสดุที่ไม่สูงเกินไปนัก และน่าจะขายได้ง่ายในช่วงเวลาของเทศกาลดังกล่าว จึงเริ่มลงมือผลิตชิ้นงาน

สำหรับช่องทางการขายของทางร้าน จะเน้นขายชิ้นงานผ่านช่องทางออนไลน์ คือที่ www.memindmadeshop.com หรือทางอินสตาแกรมใช้ชื่อ memindmadeshop และยังเปิดไลน์ในชื่อ me.mind.made ให้ลูกค้าไว้สอบถามข้อมูลหรือสั่งซื้อด้วย ซึ่งกระแสตอบรับชิ้นงานปากกาดอกไม้ถือว่าดีมาก ๆ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ในปี 2557 ที่ผ่านมา

เรียกว่า... ทำแทบไม่ทันขายเลยทีเดียว

’ชิ้นงานที่ทำขึ้นจะเน้นให้มีความคล้ายคลึงธรรมชาติมากที่สุด ตอนแรกเคยทดลองใช้ดอกไม้จริง ๆ นำมาทำเหมือนกัน ซึ่งข้อดีคือสวยเป็นธรรมชาติและมีกลิ่นหอม แต่ข้อเสียคือ ไม่คงทน อยู่ได้ไม่นานก็เหี่ยว จึงหันมาใช้ดอกไม้ประดิษฐ์ แต่ก็ยังเน้นให้มีรูปแบบ คล้ายดอกไม้จริงมากที่สุด“ ...เป็นคำแนะนำจากเจ้าของชิ้นงานปากกาดอกไม้รายนี้

ทั้งนี้ เจ้าของชิ้นงานยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า...ปากกาดอกไม้นี้ นอกจากจะขายดีในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์แล้ว ในโอกาสอื่น ๆ หรือช่วงเทศกาลต่าง ๆ อาทิ ปีใหม่ งานแต่งงาน ก็ยังสามารถนำไปเป็นของขวัญ-ของที่ระลึก-ของชำร่วย หรือหากปากกาหมึกหมดก็ยังสามารถนำไปใช้ปักแจกัน เพื่อตกแต่งห้อง โต๊ะทำงาน หรือบ้านได้อีกด้วย

...นี่ก็เป็นอีกจุด ขายหนึ่งที่น่าสนใจของชิ้นงานนี้

ทุนเบื้องต้น ใช้เงินลงทุนประมาณ 500 บาท ทุนวัสดุ อยู่ที่ประมาณ 50% จากราคาซึ่งราคาเริ่มต้นที่ชิ้นละ 150-200 บาท ขึ้นกับชนิดของปากกาและดอกไม้ที่ตกแต่ง

วัสดุอุปกรณ์ ประกอบด้วย ดอกไม้ประดิษฐ์, ปากกา, ฟลอร่า เทป, กรรไกร, ปืนกาว, คัตเตอร์, คีมปากแหลม

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากการเลือกดอกไม้ที่จะใช้ตกแต่งก่อน เมื่อได้แล้วนำมาตัดส่วนที่เป็นก้านทิ้งออกไปสักเล็กน้อย จากนั้นนำปากกามา 1 แท่ง ให้ทดลองเขียนก่อนว่าสามารถใช้งานได้จริง ๆ หรือหมึกไม่หมด จากนั้นดึงจุกที่เป็นหัวปากกาออก นำดอกไม้ที่เตรียมไว้สอดเข้าไปในรูบริเวณด้านหัวของปากกา

ขั้นตอนต่อมา ให้ใช้ปืนยิงกาวเข้าไปในรูดังกล่าว เพื่อให้ดอกไม้กับปากกายึดติดกันจนแน่น เสร็จแล้วใช้ฟลอร่าเทปพัน โดยเริ่มพันจากส่วนหัวของปากกาก่อน จากนั้นทำการพันลงมาเรื่อย ๆ จนสุดปลายด้ามปากกา โดยให้ทำตามขั้นตอนดังกล่าวจนครบ 2 รอบ เพื่อปกปิดลวดลายเดิมที่ด้ามปากกา

จากนั้นให้ใช้ฟลอร่าเทปพันฝาปิดปากกา โดยพันจำนวน 2 รอบ เมื่อเสร็จแล้วตรวจสอบความเรียบร้อยของชิ้นงาน เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ โดยขั้นตอนทั้งหมดนี้มีวิธีทำที่ไม่ซับซ้อน ซึ่งน่าสนใจสำหรับคนที่กำลังมองหางานประดิษฐ์-งานฝีมือ ที่ลงทุนไม่สูง ใช้วัสดุไม่เยอะ เพื่อนำไปใช้เป็น “ช่องทางทำกิน” ทั้ง คนที่คิดจะทำเป็นอาชีพเสริม รวมถึงคนที่อยากจะใช้เวลาว่าง เพื่อหารายได้เสริม ซึ่งชิ้นงานนี้ก็นับว่าน่าสนใจ เพียงแต่ต้องหาเอกลักษณ์ที่แตกต่างเป็นของตัวเอง รูปแบบใครรูปแบบมันไม่ซ้ำกัน

สนใจงาน “ปากกาดอกไม้” โทร. 08-9792-4798 หรือชมสินค้าได้ที่ร้าน Farm Shop Bangkok ชั้น 1 Home Place Office Building ซอยสุขุมวิท 55 (ทองหล่อ 13) ซึ่งที่ร้านจะเปิดทุกวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.00-19.00 น. และนี่ก็นับเป็นอีกหนึ่ง ไอเดียงานแฮนด์เมดที่เกิดจากการนำวัสดุมาประยุกต์ใช้เข้ากับชิ้นงาน เหมาะเป็น “ช่องทางทำกิน” เพื่อทำอาชีพเสริมสร้างรายได้ หรือเป็นการใช้เวลาว่าง ๆ จากงานประจำเพื่อใช้ทำเงิน.

สุรางค์รัตน์ เจนการ :รายงาน

คู่มือลงทุน...ปากกาดอกไม้

ทุนเบื้องต้น ประมาณ 500 บาท

ทุนวัสดุ ประมาณ 50% จากราคา

รายได้ ราคา 150-200 บาทต่อชิ้น

แรงงาน 1 คนขึ้นไป

ตลาด กลุ่มของขวัญ, ของชำร่วย

จุดน่าสนใจ ลงทุนไม่สูง เหมาะทำอาชีพเสริม

credit by :  http://www.dailynews.co.th/Content/Article/295979/‘ปากกาดอกไม้’+ทำเงินได้..ทุกเทศกาล!

Read More...


ปรับปรุง
รายการบทความทั้งหมด



การบำรุงรักษารถยนต์เบื้องต้น



ร้านค้าเคลื่อนที่ ใช้ รถบรรทุกขนาดเล็กมาดัดแปลง



รวมบทความอาชีพ เสริม หลากไอเดียวิธีหารายได้เสริม



รวมบทความงานฝีมือ-สิ่งประดิษฐ์ รายได้เสริม



ทองม้วน thong muan ; rolled wafer





MASK รุ่นสายคล้องคอ







MASK รุ่นสายคล้องคอ. ��รุ่นนี้เป็นที่นิยมใช้กันมาก #ขายดีมาก
ทำจากผ้าคอตตอนแท้ 100%  ไม่ผสม เนื้อผ้านุ่ม 
3 ชั้น. สวมใส่พอดีกับใบหน้า ไม่เจ็บหู มีสายคล้องคอปรับได้
เวลาถอดออก ไม่ต้องกลัวลืม เพราะถอดแล้วคล้องคอไว้ได้
บรรจุในถุงซิปฟรอย์อย่างดี
ราคาชิ้นละ. 59. บาท. ไม่รวมส่ง 
มีหลายสีให้เลือกนะคะ   สนใจทักแชทขอดูสีผ้าได้นะคะ
หน่วยงาน บริษัท ห้างร้าน หรือ สนใจสั่งไปจำหน่าย 
มีเรทราคาส่งค่ะ

-> id line : noeyhorm_06
#มีวางจำหน่ายหน้าร้านชานมไต้หวันมาราชาสาขาจรัญ44


ร้านมาราชาชานมไข่มุก สาขาจรัญสนิทวงศ์ 44
● รับบัตรสะสมครบ 10 แก้ว แลกรับฟรี 1 แก้ว
● สั่งเดลิเวอรีผ่าน LINE MAN, Foodpanda ,GET ...ถึงมือปั๊บพร้อมดื่มปุ๊บ!
● อัพเดทโปรโมชั่นใหม่ๆ รสชาติใหม่ ตลอดเวลา
● มีเมนูให้เลือก 40 กว่าเมนู : https://bit.ly/2Z9iqV0










































 
Blogger Tips and TricksLatest Tips And TricksBlogger Tricks
Do it your self,handmade,HandiCraft,งานฝีมือ,อาชีพเสริม,ช่องทางทำเงิน บล๊อกจัดทำขึ้นเป็นวิทยาทานเพื่อเผยแผ่ความรู้อันจะเป็นไปเพื่อบุญกุศล ขอให้ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในบทความของบล๊อกนี้ จงได้รับอานิสงฆ์ด้วยเทอญ.